![]() |
|
Spaces home Masatha_ahtasaM ... จะรั...PhotosProfileFriendsMore ![]() | ![]() |
Masatha_ahtasaM ... จะรักเธอไปทุกวันKUS26+Interact+SCRA+Cubic Creative = Me!!
June 27 งามเงา ใจเรานี้เพราพิลาศเอนทรี่ที่แล้วกระแสตอบรับค่อนข้างดีครับ จนยังคิดอยู่เลยว่า น่าจะยื้ออีกสักหน่อยนา แต่ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไปครับ ถึงเวลาอัพใหม่ก็ต้องอัพ (ฮา)
มีฅนเข้ามาแสดงความยินดีเยอะมากครับ...จริง ๆ แล้วผมยังไม่มีแฟนนะฮะ การมีความรักกับการมีแฟนไม่ได้เป็นเรื่องเดียวกันสักหน่อย "- -
มาเข้าเอนทรี่นี้กันดีกว่า
**
น้องชายผมซ้อมรับปริญญาไปแล้วครับ จะรับจริงวันที่ 11 กค.นี้ (รึเปล่าหว่า) ท่ามกลางความโล่งใจของฅนทั้งบ้าน ตอนแรกไม่คิดว่าจะเรียนจบด้วยซ้ำครับ (ดูจากพฤติกรรม) แถมหมอดูยังบอกอีกว่า ถ้าจะจบก็จบช้ากว่าฅนอื่น... เรายังคิดเลยว่า สงสัยติด F อะไรสักตัวแหง ๆ (ถึงปากจะบอกว่าไม่เชื่อไสยศาสตร์ แต่สุภาพสตรีที่บ้านผมก็วิตกจริตทุกครั้งที่มีคำทำนายพรรณนี้ออกมาฮะ "- -)
ดันรอดเว้ย
ถึงตอนนี้ไม่ห่วงแล้วครับ ต่อให้โดนรถชนเข้าเฝือกทั้งตัว ยังไงก็ได้รับปริญญาแน่ ๆ
ผมเคยวางแผนไว้ครับว่า เมื่อวันที่โอจบ จะพูดถึงชีวิตป.ตรีสามอย่าง ที่คิดว่าถ้ามีโอกาสไม่น่าพลาดด้วยประการทั้งปวง แล้วก็ดีใจที่โอได้มีโอกาสลองทำทั้งสามอย่างครับ ซึ่งก็คือ
การเป็นเชียร์ลีดเดอร์, การได้ไปค่ายอาสาฯ, และการได้เป็นสต๊าฟห้องเชียร์ (พี่ว้าก)
วันนี้จะพูดถึงเรื่องเชียร์ลีดเดอร์ก่อนครับ
***
เมื่อวานซืนไปจุฬามาครับ ระหว่างที่นั่งกินข้าวก็ได้ยินเสียงซ้อมเชียร์ เข้าใจว่าเป็นวันซ้อมใหญ่ พอได้ยินเสียงผมก็หันหน้าไปดู เป็นซ้อมลีดส์กับแสตนด์ของเด็กนิเทศนี่เอง
ตามประสาผู้ชายหน้าหม้อครับ พอหันไปดู ก็กวาดตาแสกนน้องๆ ที่เป็นลีดส์ แล้วก็สรุปในใจว่า 'ปีนี้น่ารักสู้ปีก่อน ๆ ไม่ได้แฮะ' (ฮา)
จากนั้นน้อง ๆ ก็เริ่มซ้อมครับ แต่สิ่งที่ประทับใจก็คือ ถึงแม้ว่าน้อง ๆลีดส์จะหน้าตาธรรมดา (เรอะ?) แต่ท่าเต้นก็ดึงดูดสายตาผมจนต้องหยุดทานอาหารแล้วหันมาตั้งใจดูจนจบครับ
เพลงที่น้องซ้อมกันคือเพลง 'อุทยานจามจุรี' ถ้าใครรู้จักเพลงนี้ จะเป็นเพลงที่ร้องสองรอบครับ รอบแรกช้า แล้วรอบที่สองเร็วขึ้น
ช้า ๆ ไม่เท่าไหร่ เต้นตามให้พร้อมไม่ยาก แต่รอบสองเนี่ยสิ แสตนด์ก็ร้องเร็วมาก แต่สิ่งที่ผมดูแล้วขนลุกก็คือ น้อง ๆ เต้นท่าพร้อมกันมากครับ ถ้าท่ามันลงจังหวะยังไม่เท่าไหร่ แต่นี่ท่ามันยังมีจังหวะกระตุก จังหวะคร่อม แต่เต้นได้พร้อมกันเด๊ะ ๆ แล้วองศาของมือเท่ากันไปหมดเนี่ย โหย เล่นเอาขนลุกเลยครับ (ตอนพิมพ์นี่ยังขนลุกอยู่เลย)
ทำให้รู้ซึ้งเลยว่า ท่าลีดส์สวย ๆ พร้อม ๆ กันเนี่ย มันดูแล้วโคตรเพลินจริง ๆ แล้วก็นึกถึงความหลังสมัยโออยู่ปีหนึ่งไม่ได้ วันนั้นก็ไปดูลีดส์เต้นเหมือนกันครับ ปีสองขณะนั้น (รุ่น39) พี่ซีจะหน้าตาดึงดูดให้ฅนหันไปดูมากที่สุดครับ แต่พอดูปีสองเต้นไปสักพัก สายตาผมจะถูกดูดไปมองพี่โบโบ้แทน (ถ้าใครไม่รู้ เป็นพี่สาวแท้ ๆ ของเบเบ้ครับ) พี่โบโบ้เต้นสวยจริง ๆ จำได้ว่าก็เป็นเพลงอุทยานจามจุรีนี่แหละ
นอกจากเพลงอุทยานจามจุรีแล้ว อีกเพลงนึงที่ผมประทับใจก็คือ เพลงมหาจุฬาลงกรณ์ครับ เป็นเพลงที่ท่าเต้นสวยบรรลัยเลย ผมเคยเห็นท่าเต้นนี้ครั้งแรกตอนอยู่ปีหนึ่ง เป็นโต้เชียร์ระหว่างมหิดลกับจุฬานี่แหละ ขอบอกว่าแค่เห็นท่าลีดส์จากข้างหลัง ยังขนลุกซู่จากก้นกบขึ้นไปยังต้นคอเลยฮะ ดูจบก็ปวารณาตัวเองว่า ชาตินี้ทั้งชาติชั้นต้องเต้นเพลงนี้เป็นให้ได้
พอโอขึ้นปีสอง (ลีดส์นิเทดจะเต้นเพลงมหาจุ๊บได้ต้องขึ้นปีสองก่อน) ก็บีบคอน้องชายให้สอนเพลงนี้จนได้ ตอนนี้ก็เต้นเป็นครับ แต่เต้นได้คร่าว ๆ ไม่สวยเนี๊ยบเหมือนโอ
จะว่าไปแล้ว ผมค่อนข้างทึ่งกับลีดส์นิเทศนะครับ เค้าซ้อมหนักจริง ๆ แล้วก็เคี่ยวกันหนักจริง ๆ ช่วงที่โออยู่ปีหนึ่งก็ไปนั่งรอซ้อมบ่อย ๆ (จนเพื่อนยังงงเพราะนาน ๆ ทีจะมีผู้ปกครองมารับนิสิตที่เป็นเพศผู้) ซ้อมหนักมาก พอกลับถึงหอก็คลานขึ้นเตียงทุกที
แต่ผลที่ได้ก็คุ้มค่ามากครับ ลีดส์นิเทศเนี่ย พอถึงวันแสดงแล้ว เต้นสวยทุกฅน โดนเคี่ยวจนเต้นออกมาพร้อมเพรียง ท่าสวยเหมือนกันหมด แล้วผมอยากจะบอกว่า เต้นลีดส์เนี่ย ไม่ได้ใช้แค่กล้ามเนื้อแขนนะฮะ เวลาผมมาสอนลีดส์รุ่นน้อง อย่างมากก็มีปัญญาเคี่ยวให้วาดแขน กับเล่นข้อกรีดนิ้วนิดหน่อย แต่ถ้าจะเต้นให้สวยจริง ๆ ต้องใช้กล้ามเนื้อเยอะมาก ตั้งแต่บั้นเอว ลำตัว สะบัก หัวไหล่ ไปจนถึงต้นคอ
ลีดส์นิเทศเต้นสวยทุกฅนครับ แล้วดูไม่ออกเลยว่าใครมีสกิลสูงกว่าใคร ในขณะที่คณะผมเอง ไม่มีเวลาเคี่ยวขนาดนั้นครับ เวลาแสดงเนี่ย ดูปราดเดียวก็รู้เลยว่าใครเพิ่งหัด หรือใครเคยเป็นลีดส์มาก่อน "- -
เห็นลีดส์คณะตัวเองกระจอก ๆ แบบนี้ เวลามาดูลีดส์ของนิเทศก็เลยเพลิดเพลินเป็นพิเศษครับ
ปีนี้ผมไม่ได้ไปดูแสตนด์ครับ แต่เท่าที่เคยไปดูปีที่แล้ว ก็ประทับใจหลาย ๆ คณะ นอกจากของนิเทศแล้ว ก็มีบัญชี ที่แม้จะเป็นปีสอง แต่ก็เต้นสวยเนี้ยบพร้อมมาก ๆ โดยเฉพาะบูมคณะ เล่นเอาขนลุก(อีกแล้ว)เลย โอมาดูยังบอกเลยครับว่า พร้อมขนาดนี้เนี่ย ลีดส์มหาลัยมาเห็นก็แทบแทรกแผ่นดินหนีเลยนะเนี่ย (ท่าสวยกว่าลีดส์มหาลัยอีกครับ) นอกนั้นก็มีของรัฐศาสตร์ที่จุฬาน่ารักมีชีวิตชีวาจนแอบเทใจให้ (อ้อ น้องปริน รุ่นน้องโรงเรียนเป็นลีดส์ด้วยครับ แต่ผมไม่ได้สังเกตจนกระทั่งน้องเค้ามาอวดว่าเป็นลีดส์นี่แหละ...เป็นข้อยืนยันว่า ลีดส์ที่เป็นผู้ชายมันไม้ประดับจริง ๆ -ฮา) อีกคณะที่แอบเทใจให้คือนิติครับ แต่พอดีอันนี้มีซัมธิงรอง (อิอิ)
ส่วนปีนี้ผมไม่ได้ดูครับ แต่ทราบข่าวมาว่าอักษรได้ชนะเลิศ คงดีใจกันยกใหญ่เลย (มีน้องสาวเพื่อนเป็นลีดส์อักษรปีนี้ด้วยครับ แถมน้องสาวโอม-cocktail-ก็เป็นรุ่นพี่ฝึกสอนของลีดส์อักษรด้วย) เสียดายนิดหน่อยที่ไม่ได้ไปดู
ผมไม่แน่ใจว่ามุมมองของฅนภายนอกต่อสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า เชียร์ลีดเดอร์เป็นยังไงนะครับ แต่เท่าที่สัมผัสมาจากการที่เป็นฅนคัดลีดส์คณะและต้องหว่านล้อมให้น้อง ๆ ยอมเป็นเนี่ย..ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่ค่อยดีใจที่ได้เป็นลีดส์หรอกครับ เพราะคิดว่าจะเป็นตุ๊ด เกย์ กะเทย แต๋ว อะไรประมาณนั้น....ซึ่งจริง ๆ แล้วผมอยากบอกว่าไม่ใช่เลยยยยย ในทางตรงข้าม การเป็นลีดส์อาจจะเป็นข้อบ่งชี้ว่า ฅนเป็นผู้ชายแท้ ๆ ซึ่งมีอยู่ไม่กี่ฅนในคณะก็เป็นได้ (เช่นลีดส์อักษร หรือนิเทศเป็นต้น-ฮา) นอกจากนั้น การเป็นลีดส์ก็ไม่ได้การันตีว่าคุณเป็นฅนหน้าตาดีหรอกนะ บางทีมันก็แค่บอกว่า คุณไม่ใช่ฅนอ้วนเกินไป แล้วก็ไม่เตี้ยเกินไปเท่านั้นเอง (เช่นคณะผมเป็นต้น-ฮา)
บางฅนจะคิดว่า สังคมลีดส์เป็นสังคมที่หรูหราไฮโซครับ... แต่ผมก็คิดว่ามันไม่ใช่หรอกนะ พวกลีดส์มันก็สิ่งมีชีวิตธรรมดาเนี่ยแหละ แล้วเวลาอยู่ในคณะจริง ๆ พวกลีดส์มักไม่ใช่พวกกลุ่มไฮโซจริง ๆ ด้วยซ้ำ ไม่เชื่อก็ลองสังเกตดู เวลาเป็นลีดส์ ผมไม่รู้ว่าเราได้อะไรรึเปล่านะครับ แต่การที่มีกิจกรรมในกลุ่มเล็ก ๆ ร่วมกัน อย่างของผมเอง แม้จะไม่หนักเท่ากับนิเทศ แต่พอเลิกเรียน ก็จะต้องมารวมตัวกันเพื่อซ้อมสักชั่วโมงสองชั่วโมง จากนั้นก็ไปกินข้าวด้วยกัน ซ้อมร้องเพลง ประสานงานกับแสตนด์ ฯลฯ ก็เป็นกิจกรรมที่สร้างความสัมพันธ์กับเพื่อน ๆ ในกลุ่มที่เราไม่รู้จักหน้ากันได้ดี ที่สำคัญ พอเป็นลีดส์แล้วจะเป็นที่จดจำของเพื่อน ๆ ได้ง่ายขึ้นด้วย (โอเค แม้เพื่อน ๆ ผมจะทำท่านึกไม่ออกทุกครั้งที่ถามว่า ลีดส์ผู้ชายมีใครบ้างก็ตาม "- -)
นอกจากนี้ที่น่าแปลกก็คือ พวกลีดส์มักไม่เป็นแฟนกันเองฮะ อันนี้ยืนยันได้ว่าจริง ทั้งคณะผม และทั้งที่นิเทศ (โอก็ว่างั้น) เพื่อนผมที่เป็นลีดส์เคยพูดแบบฅนเข้าใจชีวิตว่า 'ก็เห็นไส้เห็นพุงกันซะขนาดนี้ มันไม่จีบกันเองหรอก ไปจีบฅนอื่นดีกว่า' ตอนแรกผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วยนะครับ แต่มีวันนึงที่ซ้อมจนถึงตีสาม (วันนั้นใกล้แสดงแล้ว) แล้วก็เห็นสภาพเพื่อนผู้ชายที่สาว ๆ กรี๊ดทั้งคณะ นอนกองเป็นศพหมดสภาพอยู่บนพื้นก็รู้สึกเลยว่า 'เออ ถ้าสาว ๆ มาเห็นไอ้หมอนี่สภาพนี้ ก็คงไม่คิดเอาเป็นแฟนเหมือนกัน(ว่ะ)'-ฮา
ท้ายที่สุดนี้ ผมก็อยากยืนยันว่า การเป็นลีดส์นี่ได้อะไรมากกว่าที่คุณคิดนะครับ เพราะงั้นถ้าเกิดใครมีโอกาส รุ่นพี่เข้ามาทาบทามให้เป็นแล้วล่ะก็ อย่าปฏิเสธเลยเต๊อะ มันอาจจะต้องเสียเงินค่าชุด (หลายพัน)บ้าง ต้องสละเวลามาซ้อมบ้าง โดนรุ่นพี่อัดบ้าง ไม่มีเวลาเท่ากับเพื่อน ๆ ฅนอื่นบ้าง แต่ผมก็คิดว่ามันได้ประสบการณ์อะไรที่แปลกใหม่ดีที่ชีวิตนี้คงไม่มีโอกาสแบบนี้อีกแล้ว
แค่ผมจินตนาการเล่น ๆ ว่า ถ้าได้เป็นลีดส์ แล้วจะต้องฝึกซ้อมจนได้สกิลที่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อให้เต้นเพลงมหาจุฬาลงกรณ์ หรืออุทยานจามจุรีได้สวยแบบลีดส์นิเทศแล้วล่ะก็
โอยยยย มันโคตรคุ้มเลยล่ะครับ ^^
June 17 รักด้วยสมองเมื่อหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมถูกปลุกด้วยเสียงโทรศัพท์ครับ หลังจากงัวเงียไปรับสาย (พร้อมระแวงในใจว่าอาจจะเป็น advisor โทรมา) เสียงปลายสายก็คือเพื่อนที่ผมรู้จักดีครับ
‘ฮัลโหล ก้อนเหรอ ตื่นรึยัง?’ ‘ตื่นแล้ว ๆ (ตอแหลหน้าด้าน ๆ)’ ‘เรามีข่าวจะมาบอกนะ...’ ‘....’ ‘เราท้องแล้วล่ะ!’
... บทสนทนาจากนั้นผมก็จำไม่ค่อยได้แล้วครับ รู้สึกจะประมาณว่า รู้ได้ไงว่าท้องแล้ว(ประจำเดือนขาด) ทดสอบการตั้งครรภ์ได้ยังไง(ซื้อชุดตรวจมาตรวจ แต่ยังไม่ได้ไปเช็คที่รพ.) แล้วเพื่อนผมฅนนี้โทรไปบอกข่าวดีกับใครแล้วบ้าง (นอกจากที่บ้าน, สามี ก็มีเพื่อน ๆ สนิทในกลุ่ม) บลา ๆ ๆ
สิ่งหนึ่งที่อึ้งอลอยู่ในหัวก็คือ... นี่ผมแก่ถึงวัยขนาดที่จะได้เป็น ‘คุณลุง’ แล้วเรอะ? (นี่ถ้ามีลูกเองคงเปรี้ยวตีนกว่านี้อีก “- -)
*** เคยเล่าไปแล้วครับว่าผมอ่านนิตยสารระดับคุณป้าอยู่เล่มหนึ่ง คือสกุลไทย (อ่านรายละเอียดได้ในเอนทรี่วันที่ 8 มกราคม 2551 ครับ) มีนวนิยายที่ใกล้จะจบไปคือ(จริง ๆ คือจบไปแล้วล่ะ) เรื่อง ‘ลมพัดผ่านดาว’ ของคุณ ว.วินิจฉัยกุล ธีมของเรื่องนี้ชัดมากครับ (จากการตีความส่วนตัว) ประมาณว่า ความรักกับการแต่งงานไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ฅนที่เรารัก กับฅนที่เราแต่งงานอาจจะเป็นฅนละฅนกันก็ได้
เนื้อเรื่องก็ประมาณว่า นางเอกรักกับพระเอกครับ นางเอกอยากมีครอบครัว แต่พระเอกไม่ใช่ฅนที่จะมีชีวิตคู่กับใครได้ สุดท้ายนางเอกก็แต่งงานกับผู้ชายอีกฅนที่ให้นางเอกได้ในสิ่งที่พระเอกให้ไม่ได้ (อาจจะงง ๆ แต่แนะนำให้อ่านเองจะเข้าใจกว่า)
แต่ประเด็นมีอยู่ว่า พอพิมพ์ตอนจบไป ฉบับถัดมา ก็มีตอนจบแบบที่สองออกมาครับ อาจารย์วินิตาก็มีถ้อยแถลงว่า เป็นตอนจบใหม่ที่งอกออกมาขณะที่เขียนเรื่องนี้อยู่ ใจนึงชอบตอนจบแบบใหม่มากกว่า แต่ถ้าเปลี่ยนตอนจบก็จะทรยศตัวเองที่วางโครงเรื่องไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว สุดท้ายก็เลยตัดสินใจลงตอนจบทั้งสองแบบให้ฅนอ่านตัดสินใจเองว่าชอบแบบไหน
ตอนจบใหม่ นางเอกกลับไปใช้ชีวิตคู่กับพระเอกครับ ด้วยธีมใหม่ที่ว่า ‘อยู่อย่างเป็นทุกข์กับฅนที่เรารัก ดีกว่าอยู่อย่างเป็นสุขโดยไม่มีเธอ’
ผมชอบตอนจบแบบเก่ามากกว่าครับ
ผมไม่เคยมีความรักแบบลึกซึ้งดูดดื่มครับ แต่ผมไม่เชื่อว่าความรักจะเอาชนะได้ทุกสิ่ง (ฟังดูไม่โรแมนติคเลยเนาะ) การตัดสินใจใช้ชีวิตคู่กับใครฅนใดฅนหนึ่ง ผมเชื่อว่ามันต้องมีอะไรมากกว่าความรักครับ ต้องมีทั้งวินัย การให้อภัย การไม่คาดหวัง ความผูกพัน ความเอื้ออาทร ฯลฯ เท่าที่อ่านดูนี่ พระเอกกับนางเอกไม่มีอะไรที่เข้ากันได้เลยครับ... สุดท้ายก็รู้สึกหงุดหงิดใจที่ พอจะให้นางเอกกลับไปคืนดีกับพระเอก พระเอกก็เปลี่ยนบุคลิกเอาดื้อ ๆ จากฅนที่หลีกเลี่ยง หนีปัญหา ก็ลุกขึ้นมาสู้กับปัญหา คอยปกป้องนางเอกซะงั้น (แมนโคตร ๆ) แถมให้ผู้ชายที่นางเอกจะแต่งงานด้วย กลายเป็นเกย์ซะอีก
เฮ้อ... ความรักเอาชนะได้ทุกสิ่งจริง ๆ แฮะ (ในนิยายน่ะนะครับ)
*** หลังจากวางหูโทรศัพท์จากเพื่อน ผมก็ไพล่ไปนึกถึงงานแต่งงานของเพื่อนฅนนี้ (ที่ผมเป็นพิธีกรนั่นแหละ...อ่านรายละเอียดได้ในเอนทรี่ฉบับวันที่ 24 ธันวาคม 2550)
ในงานแต่งงาน พิธีกรจะมีคำถามสุดคลาสสิค(หรือสุดเชย) อยู่คำถามหนึ่ง ก็คือว่า เจ้าบ่าว/เจ้าสาว รักอีกฝ่ายเพราะอะไรครับ?’
ผมเองไปร่วมงานแต่งงานมาก็มากนะครับ แต่ยังไม่เคยเจอคำตอบที่ประทับใจสักครั้งเลย คำตอบก็จะประมาณว่า ผู้ชายฅนนี้อบอุ่น ใจดี เสมอต้นเสมอปลาย ฯลฯ
เป็นคำตอบที่ดูโหลมาก ๆ เลยครับ เวลาผมฟังก็จะชอบแย้งในใจว่า ผู้ชายอบอุ่นโลกนี้มีอยู่เต็มไปหมด ผู้ชายใจดีก็มีอยู่ยั้วเยี้ย ส่วนผู้ชายเสมอต้นเสมอปลาย...มันหายากนักเหรอ(วะ)?
สำหรับผมแล้ว คำตอบว่าคุณรักฅนฅนนี้เพราะอะไร น่าจะเป็นคำตอบที่ชัดเจน แจ่มแจ้ง ไม่ใช่คำตอบที่คลุม ๆ เครือ ๆ ที่ฟังแล้วเก็ตเลยว่า ต้องเป็นผู้ชาย ‘ฅนนี้’ เท่านั้นนะ ไม่ใช่ผู้ชายวัยเจริญพันธุ์อีก 10-20 ล้านฅนในประเทศนี้ ซึ่งมันอาจจะเป็นใครก็ได้ ผมก็จะไม่ค่อยเข้าใจว่า กะอีแค่ตอบว่ารักอีกฝ่ายเพราะอะไร ตอบให้มันชัด ๆ แจ๋ว ๆ ให้เหตุผลประมาณว่าฅนฟังต้องพยักหน้าหงึกหงักไม่ได้เหรอ... หรือว่าความรักมันไม่มีเหตุผล????
คำว่าความรักไม่มีเหตุผลเนี่ย มันฟังดูเท่มากนะครับ แต่ส่วนตัวแล้ว ผมไม่ค่อยศรัทธากับความรักที่หาที่มาที่ไปไม่ได้นี้เท่าไหร่
สำหรับผมแล้ว อะไรที่ไม่มีที่มาที่ไป ไม่มีเหตุผลรองรับ เป็นอะไรที่อันตรายมาก ๆ เลย ในเมื่อเราไม่รู้ว่าอยู่ดี ๆ ความรักมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร แล้วเราจะคาดการณ์ถูกได้ยังไงว่าเมื่อไหร่ความรักจะสิ้นสุด?
ถ้าเราไปขอใครแต่งงาน แล้วไม่สามารถบอกได้ว่า เรารักเค้าได้อย่างไร แล้วอีกฝ่ายจะมั่นใจได้อย่างไรว่าความรักนี้จะยืนยงไปตลอด ไม่อยู่ ๆ ดีก็หมดไป หรือที่ร้ายกว่านั้น จะมั่นใจได้อย่างไรว่าวันดีคืนดี ฅนที่รักเราจะไม่ไปเผลอตกหลุมรักกับใครฅนอื่นอย่างไร้เหตุผลอีก (นี่ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ผมเชื่อว่าความรักอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจแต่งงานกับใครสักฅน...แม้มันจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็ตาม)
แต่ถ้าเกิดเราอธิบายได้ว่า เรารักเค้าเพราะอะไร แม้จะไม่ทั้งหมดก็ตาม ผมคิดว่าการใช้ชีวิตคู่มันจะสะดวกขึ้นนะครับ เพราะเราจะรู้ว่า อะไรในตัวเราที่ทำให้เขาประทับใจ (ส่วนใครที่บอกว่า ผมรักในทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นคุณ....ทุ้ย! เพื่อนผมที่พูดประโยคนี้ เลิกกับแฟนมานักต่อนักแล้วครับ "- -) เราจะได้รักษาสิ่งนั้นไว้ ในขณะเดียวกัน ก็พยายามปรับตัว ลดพฤติกรรมที่อีกฝ่ายไม่ชอบ หรืออย่างน้อยก็สามารถปรับแต่งความคาดหวังของเราให้ตรงกับที่อีกฝ่ายเป็นได้ เมื่อใดก็ตามที่ทะเลาะกัน หรือเลิกกัน หรืออีกฝ่ายมีฅนใหม่ จะได้ไม่ต้องกินเหล้าเคล้าน้ำตาว่า (กรู)ไม่ดีตรงไหนวะ? เค้าถึงหมดรัก(กรู)แล้วอีก ถ้ามีข้อมูลที่สมเหตุสมผลอยู่ในมือ ชีวิตนี้มันคงควบคุมได้ง่ายขึ้นนะผมว่า
ฟังดูแล้ว ผมเป็นฅนที่แห้งแล้งใช่ไหมครับ?
***
ประมาณสองเดือนกว่า ๆ ที่ผ่านมา ผมมีความรักครับ
แม้อาจจะไม่ใช่ความรักในแบบที่ทุกฅนคุ้นเคย แต่จากระยะเวลาที่ผ่านมา ทำให้ผมค่อนข้างมั่นใจในความรู้สึกของตนเอง
สิ่งที่ผมทำก็คือ วันสองวันหลังจากที่ผมรู้ตัวว่ามีความรัก ผมก็ตัดสินใจบอกให้เจ้าตัวทราบครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นพฤติกรรมที่เสี่ยงมาก เพราะน่าจะทอดเวลาให้แน่ใจในความรู้สึกของตัวเองก่อน แต่อย่างว่า บางทีชีวิตเราบางทีก็ไม่มีจังหวะดี ๆ ให้เลือกมากขนาดนั้น
ถัดจากนั้นอีก 24 วัน(ถ้านับไม่ผิด “- -) ผมเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรยาวเหยียด ลงท้ายว่า ‘รัก’ มอบให้เจ้าตัวอีกรอบครับ (บางฅนอาจจะสงสัยว่า สองสามเดือนที่ผ่านมาผมยุ่งจะตาย แล้วเอาเวลาที่ไหนไปมีความร้งความรัก? แต่เชื่อเหอะครับว่า ความรักมันมี ‘เวลา’ ให้เสมอ)
ชีวิตผมไม่เคยบอกรักใครอย่างเป็นกิจจะลักษณะครับ (นอกจากบอกรักหมาแมวพ่อแม่ไปตามเรื่อง) ไม่ก็บอกรักอ้อม ๆ (เช่นอัดเทปเพลงรักเชย ๆ ให้) แต่คราวนี้ สำหรับผมแล้ว เป็นการบอกรักที่ จริงใจ ตรงไปตรงมา และมีความหมายมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตเลยนะครับ(ไม่รู้อีกฝ่ายจะรู้รึเปล่าว่าเป็นการบอกรักที่ผมตั้งใจขนาดนั้น “- -)
วันที่บอกรักนั้น ผมพูดอยู่ฅนเดียวเกือบครึ่งชั่วโมง(ฮา- ฟังดูไม่เหมือนการบอกรักเลยใช่ไหมฮะ?) ตามประสาฅนคลั่งเหตุผลขึ้นสมองอย่างผม ผมนั่งไล่ลำดับภาพเหตุการณ์เป็นฉาก ๆ (แทบจะนั่งวาดวงกลมอธิบายความสัมพันธ์) เริ่มตั้งแต่มุมมองต่ออีกฝ่าย จุดเริ่มต้น ความประทับใจ ประสบการณ์ที่ผ่านมา ความรู้สึกเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างไร อะไรที่ทำให้ประทับใจ จุดเปลี่ยนของความรู้สึกอยู่ตรงไหน... ไปจนกระทั่งผมคาดหวังความสัมพันธ์ในอนาคตข้างหน้าอย่างไร
ผมไม่แน่ใจว่าสารทั้งหมดที่ผมสื่อไปจะไปถึงอีกฝ่ายรึเปล่า (เพราะต่างฝ่ายต่างก็มึน ๆ งง ๆ ทั้งคู่) แต่ผมอยากพูดอะไรที่มันมากกว่า ‘ผมรักคุณ’ น่ะครับ แล้วเชื่อว่าอีกฝ่ายก็ต้องการคำอธิบายเช่นกัน
สองสามวันถัดจากนั้นมา ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับสาวเจ้าฅนนั้นอีกครับ เราคุยกันอยู่ชั่วโมงกว่า ๆ โดยที่ไม่ได้แตะประเด็นวันนั้นเลย สุดท้ายก่อนที่จะวางหูโทรศัพท์ เสียงปลายสายก็ถามคำถามที่ทำให้ผมอึ้งครับ
‘ทำไมพี่ก้อนถึงเลือกหนู ไม่เป็นฅนอื่นละคะ?’ (พร้อมทั้งยกตัวอย่างฅนอื่น ๆ ที่ผมสนิทด้วย)
เป็นคำถามที่จับใจผมอย่างรุนแรงครับ
พูดกันตามจริง สิ่งที่ผมอธิบายไปในวันนั้นว่าผมประทับใจเจ้าตัวตรงไหน อะไรที่ทำให้ผมชื่นชอบ ถ้าเอากรอบนี้ไปจับก็มีฅนอีกมากมายที่เราจะนึกถึงได้ (พอ ๆ กับคำตอบโหล ๆ ที่เจ้าบ่าวตอบเจ้าสาวในวันแต่งงาน) วันนั้นเองผมก็สำนึกได้ว่า ถ้าเป็นเรื่องของความรัก มันมีอะไรที่ ‘จำเพาะเจาะจง’ กว่านั้นครับ
ต่อให้ผมมีสเป็ค 100 ข้อ (แบบจินนี่) ผู้หญิงที่ผ่านสเป็คครบทั้ง 100 ข้อ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นฅนที่ผม ‘รัก’ จะต้องมีอะไรบางอย่างที่บอกเราว่าต้องเป็นฅน ‘ฅนนี้’ เท่านั้นนะ ไม่ใช่ฅนอื่น
...วันนั้นผมยังตอบไม่ได้นะครับ ว่าทำไมถึงเป็นเธอ ทำไมถึงไม่เป็นฅนอื่น แต่ว่าสักวันผมจะตอบคำถามนี้ให้ได้ พร้อมทั้งยืนยันด้วยความมั่นใจว่า
“....ด้วยเหตุผลที่ว่านี้เอง... ตลอดชีวิตที่เหลือ พี่จะไม่มีวันรักใคร...ได้อย่างที่รักเราอีกแล้ว...”
ปล. เดือนที่แล้ว คุณแม่เพิ่งถามว่า ‘ช่วงนี้ก้อนชอบสาวที่ไหนอยู่รึเปล่า? ท่าทางเหมือนฅนอินเลิฟ’ (หูย เซนส์ดีโคตร ๆ) ผมก็ปฏิเสธเสียงแข็งว่า ไม่มี๊ไม่มี แต่อยากจะบอกว่า ฅนเป็นพ่อเป็นแม่เนี่ย ดูแคลนไม่ได้จริง ๆ ครับ(ฮา) แต่เรื่องนี้ ถึงอธิบายไป แม่ก็คงไม่เข้าใจอยู่ดีหรอก(มั้ง) June 05 พี่จักรภพที่รัก
ตอนนี้ข่าวคราวเรื่องปาฐกถาของคุณจักรภพ เพ็ญแขคงสร่างซาลงไปไม่น้อยแล้วนะครับ ผมเองก็รอให้เรื่องมันลดทอนความร้อนแรงลงบ้างถึงค่อยมีขวัญที่จะกล้าเขียนถึง
ว่ากันตามจริงเคยคุยเรื่องนี้กับเพื่อน ๆ เหมือนกัน เพื่อนที่เรียนรัฐศาสตร์มาก็บอกว่า สิ่งที่คุณจักรภพพูด ในมุมมองของรัฐศาสตร์ก็ถือว่าถูกต้องนะฮะ (แต่ถูกต้องในแง่ไหนผมเองก็ไม่ได้ถามต่อ) แล้วเอาเข้าจริงที่ธรรมศาสตร์เองก็พูดถึงเรื่องสถาบันกัน ‘ตรงไปตรงมา’ กว่าที่คุณจักรภพพูดเสียอีก เพียงแต่ว่าเป็นการพูดกันในเชิงวิชาการ พูดกันแต่ภายในไม่ได้ออกอากาศ และผู้ที่พูดเองก็ไม่ได้มีตำแหน่งสลักสำคัญที่ต้องรับผิดชอบทางการเมืองอย่างเช่นการเป็นรัฐมนตรี
สำหรับผมแล้ว แนวคิด anti-เจ้า เองก็ไม่ถึงกับไร้ที่มาที่ไปหรือไร้เหตุผลรองรับ เพียงแต่ผมคิดว่าในสังคมไทย เรามีสถาบันกษัตริย์ที่ฝังรากมาอย่างยาวนาน (ไม่ว่าใครจะหาว่าเป็นวาทกรรมที่ผลิตซ้ำซากก็ตามที) ไอ้การที่จะตื่นขึ้นมาแล้วอยู่ดี ๆ ระบบกษัตริย์หายวับไปจากประเทศไทย มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
แล้วปัจจุบันเอง เราก็เห็นการพยายามปรับตัวของสถาบันพระมหากษัติริย์ เพื่อเข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบัน อนาคตเองก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงมากกว่านี้ (เช่นเรื่องกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ) แต่ถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใด ๆ อย่างน้อย ๆ ก็ไม่เกิดขึ้นในรัชสมัยนี้แน่ ๆ อยู่แล้วครับ
อีกเรื่องที่มีการพูดถึงประชาธิปไตยภายใต้การชี้นำ ส่วนตัวผมเองยังคลางแคลงใจอยู่ว่า ‘การชี้นำ’ ที่มีอยู่มันมีพลังอำนาจมากน้อยแค่ไหน? ถ้ามันมีอำนาจชี้นำได้มากขนาดนั้นจริง ๆ ผมคิดว่าตอนลงประชามติ ประชาชนที่มาลงไม่รับร่างคงไม่มากถึงขนาดนั้น ในขณะเดียวกัน การเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคพลังประชาชนคงไม่ได้ขึ้นมาเป็นแกนนำรัฐบาล
ว่ากันตามจริง ผมยังคิดเล่น ๆ เลยว่า คุณทักษิณ ยังมีอำนาจในการชี้นำประเทศ (หรืออย่างน้อย ๆ ก็มีอำนาจชี้นำในรัฐบาลนี้) มากกว่า ‘การชี้นำ’ ของใครบางฅนที่ชอบกล่าวอ้างถึงด้วยซ้ำไป
อีกประเด็นก็คือ ถ้าไม่มีระบบกษัตริย์แล้วเราจะได้อะไร?
ถ้าไม่มีระบบกษัตริย์แล้ว ระบบอุปถัมภ์ในสังคมจะหายไปหรือไม่? คำตอบก็รู้ ๆ กันอยู่ว่า ‘ไม่’ ถ้าไม่มีระบบกษัตริย์แล้ว ประชาชนจะได้ประชาธิปไตยที่แท้จริงที่ไม่มีการชี้นำไหม? ผมคิดว่าคำตอบก็ยังคงเป็น ‘ไม่ใช่’ เหมือนเดิม
ในปัจจุบัน ผมคิดว่ามันยังมีจุดสมดุลอยู่ได้ระหว่างอำนวจเงินทุน&ชาวรากแก้ว กับอำนาจฅนเมืองอยู่นะครับ ถ้าเรายอมรับกันได้ว่า เสียงข้างมากมีอำนาจในการเลือกรัฐบาล เลือกฅนที่จะมาบริหารประเทศ (คือมีอำนาจในแง่ของจำนวน) อยู่ในมือ เสียงข้างน้อยก็ต้องยอมรับ ในขณะเดียวกัน ในเรื่องของกฎ กติกา อำนาจตรวจสอบ ความโปร่งใน การทุจริตคอรัปชั่น ก็ต้องยอมให้กับคณะตรวจสอบที่มีที่มาตามกฎหมาย (ส่วนที่มาจะขัดหรือไม่ขัดรัฐธรรมนูญก็ไปโต้เถียงกันอีกที)
ถ้าเรายอมรับรัฐบาล ที่มาจากเสียงข้างมากของประชาชนได้ ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ไม่ไปพยายามไปแทรกแซงหรือหลีกเลี่ยงอำนาจตรวจสอบ ผมว่าเราอยู่ด้วยกันได้นะครับ (คุ้น ๆ เหมือนเคยแตะประเด็นนี้ไปแล้ว)
วิกฤติที่เกิดขึ้น มันก็เกิดจากการที่ทั้งสองฝ่ายต่าง ‘ล้ำเส้น’ ด้วยกันทั้งคู่ สมัยคุณทักษิณเองก็แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม สมัยคุณสมัครก็พยายามจะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของฅนไม่กี่ฅน ในขณะที่ฝั่งปฏิวัติรัฐประหาร ก็เป็นการปฏิเสธเสียงข้างมากอย่างชัดแจ้ง
ถ้าถามว่ารัฐประหารเมื่อ 19 กันยาที่ผ่านมา ทหารเรียนรู้อะไรบ้าง ผมว่าทหารเรียนรู้อยู่สองเรื่องครับ หนึ่ง ถ้าจะปฏิวัติ ต้องใช้อำนาจเด็ดขาดกว่านี้ สอง ถ้าจะปฏิวัติ ต้องรอให้นองเลือด หรือเกิดความรุนแรงก่อน ผมว่าเป็นมุขตลกที่ขำไม่ค่อยออกเลยทีเดียวครับ (ส่วนใครที่เชื่อว่าจะไม่มีปฏิวัติอีก... 19 กันยาก็เป็นหลักฐานที่ดีอย่างหนึ่งแล้วนะครับว่า ในสังคมไทย การใช้กำลังในการแก้ปัญหายังเป็นทางเลือกหนึ่งเสมอ...)
มาพูดถึงพี่จักรภพมั่งดีกว่า
ถ้าใครยังไม่ทราบ คุณจักรภพ เพ็ญแขเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนสาธิตเกษตรนะครับ แต่อยู่รุ่นไหนไม่แน่ใจเหมือนกัน ถ้าไม่ใช่เลขตัวเดียวก็ประมาณสิบต้น ๆ “- -
ผมเคยเจอพี่จักรภพตัวเป็น ๆ อยู่สองหนครับ ครั้งแรกคือตอนงาน Home Coming (ของสาธิตเกษตร) เมื่อ5-6 ปีก่อน ผมมีการแสดงในงานวันนั้นครับ พี่จักรภพเองก็มาแสดงด้วยเช่นเดียวกัน (ร้องเพลง ฝนที่ตกทางโน้น หนาวถึงฅนทางนี้ของป๋าเบิร์ด) ก็เลยได้เห็นหน้าเห็นตากันที่ห้องแต่งตัว
ไม่ได้คุยกับพี่เค้าหรอกนะครับ แต่ภาพที่เห็นเป็นปกติคือ เวลาพี่จักรภพอยู่ที่ไหน ก็จะมีแต่ฅนมาล้อมหน้าล้อมหลัง ฟังพี่จักรภพพูดทั้งนั้น แล้วพี่เค้าก็เป็นฅนกันเอง ไม่ถือตัวแต่อย่างใด คุยกับฅนโน้นฅนนี้เฮฮามาก ๆ สมัยนั้นนี่ พี่จักรภพป๊อปปิวล่าร์มาก ๆ ครับ วันนั้นถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าจะได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นด้วยครับ
อีกหนที่เจอกันก็เป็นที่คณะวิทย์ครับ เมื่อสัก 4-5 ปีก่อน วันนั้นมีการสัมภาษณ์นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นของมหิดล พี่จักรภพรับเชิญมาเป็นพิธีกรในงานวันนั้นครับ
ผมไม่เคยดูรายการที่พี่จักรภพเป็นฅนจัดนะฮะ แต่ก็รู้สึกว่าพี่จักรภพเป็นฅนที่พูดเก่ง และพูดน่าฟัง วันนั้นทุกฅนก็ประทับใจมากครับ พี่เค้าดูเด่นกว่านักวิทยาศาสตร์ดีเด่นที่เชิญมาเสวนาในวันนั้นเสียอีก (พี่จักรภพเป็นพิธีกรที่พูดมากกว่าฅนร่วมรายการอีกฮะ)
วันที่พี่จักรภพได้โปรดเกล้าฯ เป็นรัฐมนตรีสำนักนายก ผมเองก็ตื่นเต้นนะครับ ไม่แน่ใจว่าเคยมีศิษย์เก่าโรงเรียนเราเป็นรัฐมนตรีกันบ้างรึเปล่า แต่มั่นใจว่าไม่ใช่เหตุการณ์ที่มีขึ้นบ่อย ๆ แน่ ๆ เวลากลับไปโรงเรียนก็อยากจะถามอาจารย์เหมือนกันว่า ที่โรงเรียนปลาบปลื้ม หรือมีการเลี้ยงฉลองกันไหมครับที่ศิษย์เก่าได้เป็นรัฐมนตรีกับเค้าแล้ว? แต่ก็ไม่กล้าถามฮะ (ฮา)
ส่วนที่บ้านเอง ญาติ ๆ ไม่ค่อยโปรพรรคพลังประชาชนเท่าไหร่ครับ ช่วงที่พี่เค้ามีข่าวร้อนแรง ที่บ้านก็เม้าธ์กันบ่อย ๆ (ผมเองขนาดเป็นรุ่นน้องโรงเรียนยังร่วมวงไพบูลย์เลยครับ "- -)
สุดท้ายนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ก็ขอให้พี่จักรภพมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และมีความสุขมาก ๆ นะครับ รุ่นน้องฅนนี้จะเอาใจช่วยครับ (แต่ถ้ามีสัมภาษณ์ หรือปาฐกถาอะไรของพี่ ผมขออนุญาตไม่ฟังนะครับ ฟังแล้วมันหงุดหงิดน่ะฮะ -ฮา) May 27 รุ้งกลางคืน
I เกริ่น รุ้งกลางคืนเป็นหนังสั้นครับ กำกับโดยน้องชายของผม (ย้ำกันอีกที โอเรียนนิเทศจุฬา ภาคฟิล์ม) หนังสั้นเรื่องนี้เป็นโปรเจคท์สุดท้ายก่อนจบ ซึ่งจะฉายในงานกางจอปีนี้ครับ บทภาพยนตร์ปรับแต่งมาจากเรื่องa wonder boy ผลงานเขียนของ kazumi yamashita (ผู้เขียนเรื่อง ป๋ายานางิซาวา) ชื่อตอนว่า ยูริกะ ครับ โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่ค่อยแน่ใจนะฮะว่าทำไมโอถึงชอบตอนนี้ แต่เจ้าตัวบอกว่า พอเอามาทำเป็นหนังแล้วจะสนุกมาก เพราะเล่นอะไรได้เยอะ ผมก็นึกตามไม่ค่อยทัน แต่ก็คิดว่า สารที่ผู้เขียนแฝงในเรื่องค่อนข้างเข้าใจยากทีเดียว(ขนาดผมอ่านการ์ตูนหลายรอบ ยังตีความไม่เหมือนกับน้องเลย) ถ้าทำเป็นหนังแล้ว ฅนดูดูไม่รู้เรื่อง ผมก็ไม่แปลกใจเลย หนังเป็นเรื่องของโลกสองโลกครับ โลกภายนอก กับโลกในจิตใจ...เล่าเท่านี้ดีกว่า เดี๋ยวจะสปอยล์ซะหมด อิอิอิ
IIแคสต์
สองเดือนก่อน โอก็มากระมิดกระเมี้ยนถามว่า ‘ปิดเทอมพี่ก้อนว่างป่ะ?’ ผมก็มองหน้า ‘มีอะไรเรอะ’ ‘วันเสาร์นี้จะมีแคสต์ตัวละครในหนังโอน่ะ ว่างรึเปล่า?’ ฟังแล้วก็รู้ทันทีเลยว่า หานักแสดงไม่ได้ ผมเองรู้ว่าน้องจะทำเรื่องนี้ตั้งนานแล้วฮะ เท่าที่อ่านจากการ์ตูนก็คิดว่าบทยากพอสมควร ‘ตัว wonder boy มันเด็กกว่านี้ไม่ใช่เหรอ น่าจะสักม.ต้นนะ’ ‘อ๋อ อันนี้ปรับอายุใหม่น่ะ แล้วก็มีปรับบทเพิ่มด้วยให้มันเป็นหนังมากขึ้น’ ‘อ้อ แล้วที่คิดไว้นี่ พระเอกจะเป็นประมาณไหนเหรอ’ ‘ก็อย่างมาริโอ้(รักแห่งสยาม)นะ ถ้าอันนั้นคาแร็คเตอร์ก็ตรงเป๊ะ ๆ เลย’ ‘โห นี่ให้ก้อนมาเล่นแทนมาริโอ้เลยเหรอ (ปลื้ม)’ ‘เปล่าหรอก ถ้าเป็นมาริโอ้มาเล่น โอจะปรับบทให้เป็นเทวดา ส่วนถ้าเป็นพี่ก้อน... จะเปลี่ยนให้เป็นยมฑูตแทน’ ‘.........’
วันแคสต์ก็ลากจินนี่ไปครับ จริง ๆ ก็คิดว่าไม่น่าจะได้อยู่แล้วนะฮะ เพราะจินนี่เองก็คาแร็คเตอร์ไม่ตรงกับนางเอกเลย ส่วนผมเอง วันนั้นน้องได้ข่าวมาว่า อเล็กซ์(พระเอกหนังเรื่อง 12) จะมาแคสท์ อเล็กซ์มันก็หน้าไทป์เดียวกับมาริโอ้เหอะ คาแร็คเตอร์ตรงโคตร ๆ
แต่ก็สนุกดีครับ ได้ลองทำอะไรที่ไม่ลองทำดู วันนั้นก็จะมีการถ่ายรูป 4 มุม (คล้าย ๆ ถ่ายเวลานักโทษจะเข้าคุก) แล้วก็พูดคุยคาแร็คเตอร์กับทีมงาน แล้วก็ให้ลองแสดงสดดู เท่าที่ทำก็สนุกดี วันนั้นแคสต์เสร็จ ก็แรด ๆ ไปงานหนังสือแห่งชาติต่อฮะ กลับมาจากงาน เรื่องที่แคสต์ก็เลือนหายไปจากความทรงจำ...
III เวิร์คช็อป สุดท้ายก็มีวันนึงที่โอโทรมาบอกว่า พี่ก้อน ตกลงอเล็กซ์เค้าแคนเซิลไปแล้วนะ พี่ก้อนคงต้องแสดงแล้วล่ะ
เออ ก็ดีเหมือนกัน (ชีวิตตัวสำรอง “- -)
แล้วนางเอกเป็นใครล่ะ? ชื่อเล็ก...เคยเล่นโฆษณาเคนโด้ด้วย (ว่าแต่เคนโด้นี่มันคืออะไรวะ? อ๋อ ชื่อขนมน่ะ... “- - ก็ยังไม่รู้จักอยู่ดี)
ก่อนจะถึงวันถ่ายทำ ก็มีการเวิร์คช็อปกันก่อนครับ เป็นคอร์สสั้น ๆ ให้ทำความรู้จักกับนักแสดงด้วยกัน เวลาเล่นจริงจะได้ไม่เขิน แล้วก็เรียนรู้การแสดงให้เป็นธรรมชาติ ไม่เกร็ง
วันเวิร์คช็อปก็ไปทำที่บ้านมีมี่กันครับ มีแอคติ้งโค้ชคือบีม (เพื่อนโอ) เจอหน้านางเอกก็วันนั้นแหละ
เวิร์คช็อปสนุกดีครับ เริ่มต้นด้วยการคลายกล้ามเนื้อ เกร็งแล้วผ่อน มีการทลายกำแพงความแปลกหน้าโดยให้เลียนแบบท่าทางของอีกฝ่าย
แล้วก็มีฝึกการแสดงอารมณ์ เช่นให้เดินก้าวหนึ่งแล้วพูดว่าฉันร้อน/ฉันหนาว โดยต้องแสดงท่าทางให้เห็นว่าร้อน/หนาวมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่ก้าว หรือพูดว่าฉันรักเธอ/ฉันเกลียดเธอ ด้วยน้ำเสียงที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มีการเล่นเกมตบมือกัน(ตบจนมือแดง) ฯลฯ
วันที่สองเป็นการอ่านบท แล้ววิเคราะห์ตัวละครครับ พยายามวิเคราะห์ไปทีละซีน ๆ ว่าตอนนี้ตัวละครรู้สึกอย่างไร คิดอะไรอยู่ ทำไมถึงทำแบบนี้ เวลาเล่นหนังกับโอ โอจะพยายามเค้นให้เราคิดครับ คิดไปเรื่อย ๆ อะไรที่ไม่ได้บอกไว้ก็คิดหมด ดูเปิดกว้างดีครับ แต่ก็แอบทะเลาะกันหลายรอบเวลาความคิดเห็นไม่ตรงกัน(ทั้ง ๆ ที่มันพยายามจะบอกว่าคิดมาเหอะ ไม่มีผิดหรอก แต่ก็เถียงกันได้ทุกที) วันนั้นเล่นเอาปวดหัวเลยฮะ เพราะแต่ละซีนมันไม่ได้มีแค่อารมณ์เดียว เช่น ไม่มีโกรธ เกลียด เดี่ยว ๆ แต่จะมีอารมณ์ปนประมาณสิบอารมณ์เห็นจะได้ เช่น พูดสั้นๆ สามคำว่า ‘จริงเหรอะ?’ เนี่ยแหละ แต่มีทั้งอารมณ์ ประหลาดใจ ขยะแขยง ปิดกั้นตัวเอง สับสน ฯลฯ
แล้วเวลาเล่นจริงชั้นจะทำได้มั้ยเนี่ย?
IV แต่งเนื้อแต่งตัว พูดถึงการแสดงก็ต้องมีชุด มีการปรับรูปลักษณ์ให้เหมาะสมใช่ไหมครับ วันก่อนหน้าถ่ายไม่กี่วัน โอก็เอาชุดมาให้ลอง เป็นกางเกงขาเด็ปสีดำ เสื้อยืดคอห่าน รองเท้าหนัง แล้วก็เสื้อสีดำตัวนอกเป็นผ้านิ่ม
ผมที่ยาวรุงรังก็ไปตัดออก(โอออกค่าตัดผมให้ด้วย ใจป้ำมาก ๆ) ส่วนเคราไม่ต้องทำอะไร โอสั่งให้ไว้ตั้งแต่รู้ว่าต้องมาเล่นแล้ว ก็ครบสามอาทิตย์พอดี มันก็ยาวพอใช้ได้
ที่เพิ่มเข้ามาก็คือลูกกะตาครับ ไปซื้อคอนแทคเลนส์สีมาใส่ สีที่เลือกเป็นสีเทา พอใส่ให้โอดูแล้วเจ้าตัวก็ชอบ บอกว่า ‘เออดี ดูไม่ใช่มนุษย์ดี’ (ตกลงมันชมใช่ป่ะเนี่ย?)
V ถ่ายทำ วันถ่ายจริงมีอยู่สามวันครับ
วันแรกเป็นซีนกลางวัน ถ่ายทำที่โรงเรียน (ก็ที่สาธิตเกษตรนั่นแหละ เพราะงั้นถ้าเห็นหอนาฬิกาอันคุ้นเคยอยู่ในฉากก็ไม่ต้องประหลาดใจ) การถ่ายหนังนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะครับ สำหรับผมเองจะมีปัญหามาก ซีนง่าย ๆ แค่พูดคำสองสามคำยังล่อเข้าไปตั้ง 6-7 เทค กระทั่งแค่ฉากหันตัว ยังหันแล้วหันอีก หันแล้วหันอีกเพราะว่าทำแล้วมันดูไม่เป็นธรรมชาติ
นอกจากปัญหาเรื่องเกร็ง เวลาแสดงดูไม่เป็นธรรมชาติแล้ว ผมมีปัญหาเรื่องการตีความ กับการแสดงอารมณ์ฮะ เพราะตีความไม่ตรงกับผู้กำกับอยู่เรื่อง (ผู้กำกับก็ชอบบอกให้คิดเอง ๆ แต่เวลาเล่นแล้วคิดไม่ตรงกันก็ต้องทำตามที่ผู้กำกับคิดอยู่ดี -*-) อีกเรื่องก็คือการแสดงระดับอารมณ์ ยากมากเลยที่จะให้ออกมาพอดี เช่นเวลาพูดเสียงนิ่มไป ก็จะโดนบอกให้พูดให้หนักแน่นขึ้น แต่พอปรับให้หนักขึ้น ก็จะกลายเป็นการพูดกระโชก ซึ่งไม่ใช่อีก
ไม่ได้ยากแค่การแสดงนะครับ ขนาดแค่ปรับน้ำเสียงก็ล่อเข้าไปหลายเทค เล่นเอาท้อไปหลายรอบ
ส่วนน้องเล็กเล่นคล่องมากครับ คาแร็คเตอร์ส่วนตัวดูเป็นฅนนิ่ง ๆ เรียบร้อยนะฮะ แต่พอเล่นจริงต้องทำตัวสดใสร่าเริง น้องก็ทำได้เนียนมาก ๆ เทคเดียวผ่านฉลุยตลอด ขนาดซีนยากที่สุดของเรื่อง ก็ใช้แค่สองเทค ผมละนับถือจริง ๆ
เล่นคราวนี้ครั้งเดียวพอเลยครับ รู้ตัวเลยว่าไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นนักแสดงเอาเสียเลย
อีกเรื่องที่อยากพูดถึงก็คือ กองถ่ายนึงนี่ใช้ตำแหน่งเยอะมากครับ เมื่อก่อนผมคิดว่ามีแค่นักแสดงกับผู้กำกับ แต่ชีวิตจริงเร | |||