Profil de ก้อน MasathaMasatha_ahtasaM ... จะรั...PhotosBlogListes Outils Aide

Masatha_ahtasaM ... จะรักเธอไปทุกวัน

KUS26+Interact+SCRA+Cubic Creative = Me!!
22 novembre

สิ้นแสงรัตติกาล

เอนทรีนี้ว่าด้วยเรื่องที่กำลังวฮ็อตฮิตสักหน่อยน่ะครับ เป็นเรื่องของนวนิยายและภาพยนตร์ขายดี twilight saga

 

[เนื้อหาถัดจากนี้เป็นการ spoile… เอ่อ ถ้ามันจะมีอะไรให้สปอยล์นะครับ]

 

เอนทรีนี้แบ่งเนื้อหาออกเป็นสองส่วนครับ คือส่วนหนังสือ กับ ส่วนภาพยนตร์ ถ้าชอบส่วนไหนก็เลือกอ่านได้ตามสบาย

 

หนังสือ


จริง ๆ แล้วรู้จักหนังก่อนหนังสือน่ะครับ แต่ไม่ได้ดูหนัง กลับได้อ่านหนังสือก่อนแทน


ก่อนหน้าจะอ่าน ก็พอรู้เรื่องคร่าว ๆ นะครับ ว่าเกี่ยวกับแวมไพร์ ที่หลงรักมนุษย์  (จริง ๆ รู้แค่นี้ก็พอแล้ว ไม่ต้องอ่านทั้งเรื่องหรอก) แต่จะว่าไปก็ทำให้เสียอรรถรสไม่น้อยเหมือนกัน ก็ แหม กว่านางเอกจะรู้ก็ผ่านมาเป็นสิบบทแล้วนี่ครับ แต่เรารู้ตั้งแต่ก่อนอ่านแล้ว ก็เลยไม่เซอร์ไพรส์เท่าไหร่


หลังจากอ่านจบก็เพิ่งทราบเหมือนกันว่าแต่ละเล่ม คุณสเตฟานี่ เมเยอร์ ได้แรงบันดาลใจมาจากวรรณกรรมคลาสสิค เช่น เล่มแรกมาจากเรื่อง Pride and Prejudice ซึ่งผมเองไม่เคยอ่าน ก็เลยไม่รู้ว่าได้แรงบันดาลใจมา

ส่วนเล่มที่สอง New Moon อันนี้ได้แรงบันดาลใจมากจาก โรมิโอ&จูเลียต ซึ่งอันนี้เห็นชัดมาก ๆ ครับ ส่วนหลังจากนี้ผมก็ไม่ทราบแล้วครับ (ฮา)


สิ่งที่ผมทึ่งสำหรับวรรณกรรมชุดนี้ ก็คงเป็นว่า เนื้อหาเล่มแรกว่าสนุกแล้ว แต่เนื้อหาเล่มถัด ๆ มากลับยิ่งสนุกมากกว่าครับ (ซึ่งผมคิดว่า วรรณกรรมซีรีย์ที่ดังระดับโลกมักมีลักษณะแบบนี้ครับ คือเล่มแรกว่าหนุกแล้ว เล่มถัดมาเจ๋งยิ่งกว่า ไม่ว่าจะเป็น Harry หรือ the Ring episode)


โดยส่วนตัวแล้ว เล่มแรก Twilight ผมเฉย ๆ รู้สึกว่าเป็นความรักแบบพาฝันมากไปหน่อย มีตอนท้าย ๆ เรื่องนี่แหละที่ตื่นเต้นเล็กน้อย แล้วแอบเอาใจช่วยนางเอกเอาชนะตัวร้าย พอจบเล่มแรกแล้ว ก็รู้สึกว่า พระเอกนางเอกก็รักกันแล้วนี่(หว่า) แล้วเล่มต่อ ๆ ไปจะเอาอะไรมาผูกปมในเรื่องล่ะ


ผิดคาดครับ เล่มสอง New Moon ผูกปมให้พระเอกทิ้งนางเอกไป แล้วดูว่านางเอกจะเผชิญชีวิตอย่างไร แถมเปิดตัวตัวละครใหม่ เป็นแวร์วูฟอีก (โชคดีตอนอ่านเล่มสอง หนังยังไม่เข้า เลยไม่รู้สึกว่าถูกสปอยล์เท่าไหร่.... แต่ก็อย่างว่านะ ตอนอ่านก็เดาเรื่องได้ล่วงหน้านานมาก จนรู้สึกว่า ถึงโดนสปอยล์ก็ไม่มีผล) ได้ข่าวว่า เจคอบ สาว ๆ กรี๊ดเป็นแฟนคลับมากกว่าเอ็ดเวิร์ดบาน


ตอนที่สาม บิดเรื่องไปอีกครับ เปลี่ยนเป็นเรื่องรักสามเส้าเต็มตัว ดูแล้วก็แอบลุ้นว่านางเอกจะเลือกใคร (จริง ๆ ก็ไม่ลุ้นหรอกครับ รู้อยู่แล้วว่าพระเอกเรื่องนี้เป็นใคร แต่อ่าน ๆ แล้วก็แอบเอาใจช่วยเล็ก ๆ) เนื้อเรื่องผูกได้ซับซ้อนมากขึ้นครับ


ตอนที่สี่ Breaking Dawn เป็นตอนที่ผมชอบมากที่สุดครับ โดยเฉพาะตอน 4.1 ความเจ๋งมันอยู่ที่ว่า การใช้ชีวิตคู่ที่เป็นเรื่องวิถีทางตามธรรมชาติปกติของมนุษย์นี่แหละ แต่พอเป็นเรื่องระหว่างมนุษย์ กับ อมนุษย์ ก็กลายเป็นเรื่องยุ่งยาก มีแง่มุมอุปสรรคนับไม่ถ้วน (ที่มากกว่าเรื่องรักต้องห้าม) แถมช่วงที่เปลี่ยนเทคนิค จากเดิมที่เล่าเรื่องผ่านมุมมองของเบลล่า(นางเอก) เป็นการเล่าเรื่องผ่านตัวละครตัวอื่น ก็โคตรรรรร หนุกเลยครับ มันทำให้เห็นคาแร็กเตอร์ต่าง ๆ ของตัวละครที่มีมิติขึ้นมาก (ผ่านทางการเล่าเรื่อง การบรรยาย และความรู้สึกนึกคิดของตัวละครนั้น ๆ)

จบเล่ม 4 นี่ก็จบสมบูรณ์แล้วครับ


แต่ผมเพิ่งอ่านเจอว่า จะมีเล่ม 5 ต่อ คือ Midnight Sun แต่ไม่ใช่เนื้อเรื่องต่อจากเล่ม 4 แต่เป็นเนื้อเรื่องของเล่มแรก ทั้งนี้ จะเป็นการเล่าผ่านเอ็ดเวิร์ด(พระเอก) แทน (เล่มแรกเล่าผ่านเบลล่า) ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ๆ จากมุมมองทีว่า มนุษย์เจอแวมไพร์อย่างไร และหลงรักเข้าไปได้อย่างไร คราวนี้มามองมุมกลับบ้างว่า แวมไพร์เจอมนุษย์แล้วรู้สึกอย่างไร และทำไมถึงมาหลงรักนางเอกได้

เสียดายที่ว่าเนื้อหาของเล่มนี้รั่วทางอินเตอร์เน็ตครับ คุณสเตฟานี่ เมเยอร์เลยประกาศหยุดเขียน แต่ด้วยความใจกว้าง ก็เลยเอาเนื้อหา 12 บทแรก ซึ่งเป็นฉบับร่าง เอามาลงให้อ่านในเว็บส่วนตัวของเธอ (นัยว่าจะได้ไม่ต้องไปแย่งอ่านกันแบบลับ ๆ ล่อ ๆ) ผมเองอ่านแล้วก็สนุกโคตรเลยครับ เทคนิคการเล่าเรื่องซ้ำเหตุการณ์เดิม แต่มุมมองเปลี่ยนไปนี่ ไม่ได้เทคนิคใหม่เลยครับ แต่ก็เพิ่งจะเป็นครั้งแรกละมั้ง ที่เจอฅนเอาเทคนิคนี้มาใช้กับนวนิยายแนวรัก (ปกติจะเจอแต่แนวสืบสวน) และใช้กับนวนิยายที่ยาวเป็นเล่ม (ปกิตเจอแต่ที่เป็นเรื่องสั้น)

ได้อรรถรสไปอีกแบบครับ


***

สำหรับหนังนั้น เรื่อง twilight ผมไม่ได้ดูในโรงครับ ก็เลยต้องซื้อ ดีวีดีมาดูแทน แรงจูงใจที่ดูก็เพราะว่านิวมูนจะเข้านี่แหละ ก็เลยต้องดูภาคแรกก่อน

โดยส่วนตัวผมคิดว่า การแปลงนิยายเรื่องนี้มาเป็นหนัง ไม่ยากเท่ากับวรรณกรรมเรื่องอื่นนะครับ เพราะว่านวนิยายเรื่องนี้มีจำนวนเหตุการณ์ต่อเล่ม น้อยกว่านิยายคลาสสิคเรื่องอื่น ๆ (เช่นเมื่อเทียบกับ Harry หรือ Lord of the Ring) ทำให้การผู้สร้างไม่ต้องลำบากใจในการตัดทอนเหตุการณ์ต่าง ๆ ในเรื่องมากนัก เท่าที่ผมดู เหตุการณ์สำคัญ ๆ ในหนังก็เก็บมาครบเกือบจะทั้งหมดเลย


สิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นปัญหามากที่สุดก็คือการคัดเลือกตัวแสดงครับ ส่วนของโรเบิร์ต แพททินสัน ผมสงสัยว่ามันหล่อตรงไหน(วะ) แต่ดู ๆ ไปแล้วก็ เออ ๆ กล้อมแกล้มไปได้ แต่ที่ผมคิดว่า การแคสท์ตัวแสดงที่ยากกว่าก็คือบทนางเอกครับ

เพราะในวรรณกรรม เป็นการเล่าเรื่องผ่านมุมมองของนางเอกโดยตลอด เพราะฉะนั้นมันจะค่อนข้างยากทึ่จะจินตนาการบุคลิก ลักษณะนิสัย คาแร็กเตอร์ของนางเอกเมื่อเทียบกับตัวละครอื่น ๆ (ที่นางเอกจะบรรยายออกมาให้เห็นภาพอย่างชัดเจนแล้ว) ที่สำคัญก็คือ เท่าที่ผมอ่าน นางเอกเป็นฅนที่มีบุคลิกเปิ่น ๆ โก๊ะ ๆ (ชอบเดินแล้วหกล้ม) แต่ในขณะเดียวกันก็ทรงเสน่ห์จนใคร ๆ ก็เข้ามาจีบ ทั้งยังมีความรักอย่างดูดดื่ม... ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงมันดูแปลกแยกเสียจนมาน่าจะรวมมาอยู่ในตัวฅนฅนเดียวได้เลยน่ะครับ

เพราะฉะนั้น การเลือกนักแสดงและการตีความเป็นเรื่องที่ผมคิดว่ายาก ถ้าทำไม่ดี นางเอกอาจจะข้ามเส้นกลายเป็นสาวแอ๊บแบ๊ว แด๊ะแด๋ และดัดจริตเสียจนอยากกระโดดถีบเอาได้ง่าย ๆ (ซึ่งผมรู้สึกเป็นระยะ ๆ เวลาที่อ่านนิยาย)

อย่างไรก็ตาม นางเอก (คริสเทน สจ๊วต) แคสท์มาได้ดีมากครับ ไม่ได้สวยเฉี่ยวจนเด่นเกินหน้าเกินตาเหล่าแวมไพร์ แต่ก็หน้าตาดีพอที่ฅนดูที่เป็นผู้ชายอย่างผมจะยอมรับให้เป็นนางเอกและพร้อมจะเทใจให้ได้อย่างไม่ลำบากใจ

ในขณะเดียวกัน การตีความให้นางเอกมีบุคลิกซีเรียส จริงจังอยู่ตลอดเวลา (ดูนอยด์หน่อย ๆ) ก็เข้ากับปูมหลัง ปมขัดแย้งในตัวเอง ไปจนถึงโน้มเอียงให้ผู้ชมมเชื่อว่าจะตัดสินใจอะไรบ้าบิ่นที่ฅนปกติเขาไม่ทำกันได้ในหลาย ๆ เหตุการณ์

ส่วนตัวละครฅนอื่นก็แคสท์มาได้สมบทบาททุกตัวเลยครับ ไม่มีตัวไหนที่ดูแล้วขัดหูขัดตา (แม้จะขัดใจกับไอ้หน้าขาววอกของตระกูลแวมไพร์ แต่ก็พอกล้อมแกล้มไปได้)


หนังทั้งสองภาคเองก็เรียบ เนือย เอื่อย เสียจนนักดูหนังอาจจะไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ครับ แต่สำหรับผมที่อ่านนวนิยายมา ก็ค่อนข้างมีความสุขกับการที่เห็นสิ่งที่เขียนไว้เป็นตัวอักษร กลายเป็นภาพเคลื่อนไหวจริง ๆ (ซึ่งก็ตรงกับจินตนาการมากพอสมควร)

ที่น่าสนใจก็คือ ผมอ่านวิจารณ์ใน bioscope ฅนเขียนบอกว่า โดยส่วนใหญ่แล้ว หนังฮอลลีวู้ดจะทำให้ตัวละครหญิงมีสถานภาพเป็นแค่วัตถุทางเพศ แต่หนังเรื่องนี้เป็นไม่กี่เรื่อง ที่ทำให้ตัวละครชายกลายเป็นวัตถุทางเพศแทน (ฮา) และน่าจะเป็นหนังไม่กี่เรื่อง ที่ผู้หญิงเข้าโรงหนังไปดูตัวละครชายในเรื่องด้วยสายตาหื่นกระหาย (ฮาx2)

เหมือนที่ผู้หญิงที่นั่งข้าง ๆ ผมตอนดูหนังบ่นว่า ทำไมหนังเรื่องนี้เอะอะ ๆ ก็ต้องถอดเสื้อนะ...แต่ก็ดูน่ากินชะมัด (ฮาx3)


สำหรับภาคสองแล้ว ผมไม่แน่ใจว่ากระแสจะแรงเท่าภาคแรกรึเปล่านะครับ แต่ผมดูแล้วก็ค่อนข้างชอบ (แม้จะเอื่อย เนือย) มีหลายช็อตที่ถ้าได้อ่านหนังสือมาแล้วจะเก็ตมุข และเข้าใจเบื้องหลังของบทสนทนาได้อีกมาก ถ้ามีภาคสามก็คงตามดูแน่นอนครับ และภาคสามน่าจะเป็นภาคที่ทำออกมาสนุกเสียด้วยสิ เพราะภาคแรกบทเด่นอยู่ที่เอ็ดเวิร์ด ภาคสองบทเด่นอยู่ที่เจคอบ ส่วนภาคสาม ทั้งสองฅนนี้จะมาประชันบท เชือดเฉือนกันทั้งเรื่อง สำหรับสาว ๆ การที่เห็นชายหนุ่มหล่อเนี้ยบ กับ หล่อล่ำ พยายามจะต่อสู้เพื่อแย่งชิงตัวเรา ก็คงเป็นความบันเทิงไปอีกแบบ(ฮา)


สุดท้าย ประโยคเด็ดประจำหนังเรื่องนี้ครับ

เจคอบ ชั้นรักเธอนะ.... เพราะงั้น อย่าบังคับให้ชั้นต้องเลือกเลย.............(เว้นระยะ).............. เพราะยังไง ชั้นก็จะเลือกเค้าอยู่ดี,,,, (กรี๊ด ประโยคนี้ประโยคเดียว พลิกบทจากผู้หญิงสองใจ มาเป็นนางเอกในบัดดล-แปะ ๆ ๆ ๆ )

16 novembre

การเมืองเรื่องคลั่งชาติ


จริง ๆ แล้วตัวเองมีนโยบายว่าจะไม่เขียนเรื่องการเมืองติดกันสองหน คือพยายามจะเกลี่ยเนื้อหาไปเรื่องอื่น ๆ บ้าง เพราะเข้าใจว่าบรรดาแฟนานุแฟนของบล็อกนี้ก็มีรส สะ นิยมที่หลากหลาย บางท่านก็ไม่เอาการเมืองเลย (เช่นพี่ณัช หรือน้อง ๆ ม.ปลาย) ผมเองก็เลยพยายามจะสลับเนื้อหาหนักเบาบ้าง เขียนหลายเรื่องให้แตกต่างกันบ้าง (หาใช่ว่าถนัดเขียนแต่เรื่องความเมือง กับ การรัก อย่างที่น้องเหมดไลน์กล่าวอ้างแต่อย่างใด-ฮา)

ทั้งนี้ทั้งนั้น ครั้งนี้ กรูขอ แล้วกัน...

***

ส่วนแรก

ช่วงนี้มีกระแสเรื่องการ คลั่งชาติ โจมตีเข้ามาหนาหูมาก กล่าวคือ มีการโต้ตอบโต้แย้งว่าอย่าใช้ชาติเป็นเครื่องมือ หรืออย่าคลั่งชาติจนเกินไป (อีกทั้งการตัดพ้อน้อยใจทำนองว่า อย่าผลักฅนที่ไม่เห็นด้วยไปเป็นฝ่ายเขมร)

ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่า เว็บที่ผมเข้าไปหาข้อมูลหลัก ๆ ไม่ใช่ ASTV หรือเว็บของรัฐบาล (ข้อมูลของรัฐบาลที่อ่านจากสื่อส่วนใหญ่อ่านแต่การทำงาน ประเภทคำสัมภาษณ์ของคุณเทพไทที่น้ำเยอะ ๆ มักจะข้ามไป) เพราะฉะนั้นก็จะไม่ค่อยทราบเท่าไหร่ว่า ในหมู่อำมาตย์และรัฐบาลปัจจุบันอ้างคำว่า ชาติอย่างสิ้นเปลือง ปลุกปั่น และไร้เหตุผลแค่ไหน

ในทางกลับกัน สื่อที่เกล้ากระผมเสพ (หลัก ๆ ก็คือประชาไท กับ ราชดำเนิน) ซึ่งจิตสำนึก (consciousness) ในเรื่องชาติก็เจือจางอยู่แล้ว ปัญหาที่ผมขบคิดมาในช่วงหลายวันมานี้ก็คือ

 

คลั่งชาติแปลว่าอะไร? และมีเส้นแบ่งระหว่างคลั่งชาติ กับ รักชาติ ต่างกันตรงไหน?

 

ก่อนจะไปถึงคำว่าคลั่งชาติได้ ก็ต้องนิยามให้ตรงกันก่อนว่า ชาติ คืออะไร? ซึ่งแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวก็ถกกันป่านชญานินทาง twitter ร่วม 70-8 tweets ท่วม (flood) กันเป็นหน้า ๆ แต่โชคดีที่ไปเถียงกันตอนตี2-ตี3 ข้าวตูเลยไม่เข้ามาบ่นว่า flood twitter นะเมิง (ฮา)

 

เอาล่ะ เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน ผมขอให้นิยามของคำว่าชาติ(ซึ่งดาดมาก ๆ) อันหมายความถึงสิ่งสมมติที่มีองค์ประกอบคือ

1.     ดินแดน (ขอบเขตอธิปไตยทางกายภาพ)

2.     ประชากร (เจ้าของอธิปไตย)

3.     รัฐบาล (ผู้ใช้อำนาจอธิปไตย)

4.     อำนาจอธิปไตย (อำนาจอธิปไตย)

อะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบ 4 อย่าง ผมอนุมานว่า เกี่ยวข้องกับคำว่า ชาติ ไปโดยปริยาย

Note บางฅนอาจจะเถียงว่า นั่นมันนิยามของ-รัฐ-ไม่ใช่เหรอ (รัฐ, ชาติ, ประเทศ ต่างกันอย่างไรผมยังไม่ทราบเลย เคยถามเพื่อนแล้วคลับคลาว่า มันเป็นเรื่องเดียวกัน แต่มองฅนละมุมในแง่ การปกครอง/เชื้อชาติ/ภูมิศาสตร์ ตามลำดับ)

 

ส่วนคำว่า ผลประโยชน์ของชาติ ผมหมายถึง ผลประโยชน์ หรือความมีเสถียรภาพขององค์ประกอบทั้งสี่อย่างข้างต้น

คำว่า รักชาติ ก็แปลได้ว่า มีความต้องการที่จะปกป้องผลประโยชน์ หรือความมีเสถียรภาพขององค์ประกอบทั้งสี่ดังที่กว่ามาแล้ว

(ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมจะไม่ลงลึกในข้อขัดแย้งอย่างเช่น ผลประโยชน์ของประชากร กับผลประโยชน์ของรัฐบาล บางทีก็ขัดกันเอง จะทำอย่างไรดี? คิดว่ามันซับซ้อนเกินเอนทรีนี้ไปหน่อยน่ะครับ)

 

ประเด็นที่สำคัญที่สุดของเอนทรีนี้ก็คือ ผมคิดว่า วิวาทะระหว่างสองกลุ่ม อันได้แก่กลุ่มรักชาติ กับกลุ่มต่อต้านการคลั่งชาติ ก็คือการนิยามคำว่า ผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน

ผลประโยชน์ของกลุ่มรักชาติ จะรวมไปถึง เกียรติยศ ศักด์ศรี ความรู้สึกในเชิงนามธรรมเข้าไปด้วย

ผลประโยชน์ของกลุ่มต่อต้านการคลั่งชาติ ในทางกลับกัน จะมีขอบเขตแค่ผลประโยชน์รูปธรรมที่จับต้องได้ เป็นเม็ดเงิน ไม่รวมไปถึงความรู้สึกอันเลื่อนลอยวัดค่าไม่ได้ต่าง ๆ

 

(แต่ทั้งสองนี้มองเหมือนกันก็คือ คำว่าผลประโยชน์ของชาติ ไม่ต้องหมายความรวมถึง-ประชากรทั้งหมด-จริง ๆ แค่บางส่วนก็ใช่แล้ว เช่น อะไรที่กระทบความรู้สึกของฅนไทยบางส่วน ก็ถือว่า กระทบความเป็นชาติแล้ว หรือ อะไรที่กระทบกับการทำมาหากินของประชาชนตามแนวชายแดน ไม่ต้องทั้งประเทศ ก็คือว่ากระทบความเป็นชาติแล้ว)

 

เมื่อเรามองเห็นข้อแตกต่างสองประการนี้แล้ว ก็จะทำความเข้าใจกรอบความคิดที่ปะทะกันได้ดีขึ้น

จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยว่า การกระทำใด ๆ ของกัมพูชา (ทั้งการตั้งที่ปรึกษา การให้สัมภาษณ์ การออกแถลงการณ์โจมตีกระบวนการยุติธรรม) และกระทบกับความรู้สึกของฅนไทยบางส่วน จะทำให้กลุ่มรักชาติ ยอมไม่ได้ และลุกขึ้นมาออกแอ็คชั่น ในขณะเดียวกัน กลุ่มต่อต้านการคลั่งชาติ จะมองเรื่องนี้ด้วยความไม่เข้าใจ และบอกว่า การกระทำของกัมพูชา ไทยไม่เห็นจะเสียผลประโยชน์ตรงไหนหนิ

 

หรือแม้กระทั่งถ้ามองย้อนกลับไปสมัยเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร ก็จะไม่แปลกใจว่า ทำไมกลุ่มรักชาติถึงจะเป็นจะตายกับพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร (เพราะดินแดนเป็นองค์ประกอบแรกของการเป็นชาติ และเป็นในเชิงสัญลักษณ์ด้วยซ้ำ) ในขณะที่กลุ่มต่อต้านการคลั่งชาติ ก็จะไม่เข้าใจเลยว่า พื้นที่ไกลปืนเที่ยงที่ไม่ได้สร้างรายได้ให้ประเทศสักกี่อีแปะ ทำไมจะต้องเป็นเดือดเป็นร้อนขนาดนี้ (เทียบเม็ดเงินกับการค้าชายแดน การค้าชายแดนสำคัญกว่าเห็น ๆ) ก็เพราะไม่ได้รวมกรอบความคิดในเชิงนามธรรมนี้เข้าไปด้วย

 

ผมเองคงจะไม่ฟันธงว่า กรอบความคิดแบบไหน ดีกว่าแบบไหน (นั่นไม่ใช่จุดประสงค์ของเอนทรีนี้) แต่คิดว่า การพยายามทำความเข้าใจกรอบความคิดที่แตกต่างทั้งสองฝ่าย ก็จะช่วยให้ทำใจยอมรับ ปรากฎการณ์ต่าง ๆ ในสังคมได้มากขึ้น(ดีกว่ามานั่งน้อยอกน้อยใจว่า ทำไมมรึงต้องผูกขาดความรักชาติไว้ฅนเดียว หรือทำไมมรึงต้องหาว่ากรูเป็นพวกแขมร์ด้วยล่ะว้อย)


อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้มีปัญหาถ้าฅนรอบตัวจะยึดกรอบแบบใดแบบหนึ่ง ขออย่างเดียว ถ้าจะใช้กรอบไหนก็จงใช้ให้สุดทาง ไม่ใช่กลับ ๆ กลอก ๆ ไปมาประมาณว่า

รมต.ของเราไปด่าเค้าก่อน (แม้จะทำก่อนรับตำแหน่ง และเป็นส่วนตัว) เพราะงั้นเค้าจะทำอะไรกับเรา ก็จงก้มหน้าก้มตายอมรับ’ --- ประโยคนี้ใช้กรอบที่ให้ความสำคัญกับนามธรรม

แต่เวลาเค้าด่าเราบ้าง (ด่าทั้งที่อยู่ในตำแหน่ง และทำในนามรัฐบาล)  ก็ห้ามทำอะไรตอบโต้เด็ดขาด’ --- แต่ประโยคนี้กลับใช้กรอบที่ไม่สนนามธรรม

 

ผมยังทำใจกับกรอบความคิดสองมาตรฐานเช่นนี้ไม่ได้น่ะครับ...


***

ส่วนสอง


สำหรับบทสัมภาษณ์ของคุณทักษิณใน timesonline ผมอ่านทั้ง 12 หน้าแล้วก็คิดว่า ไม่ผิดมาตรา 112 ของป.อาญาแน่ ๆ และไม่สามารถเอาผิดอะไรตามกฎหมายได้ (แต่สามารถใช้เล่นงานทางการเมืองได้เต็ม ๆ)

ข้อความที่คุณทักษิณพูดอาจจะไม่เหมาะสมในแง่ที่ว่า เป็นการพูดถึง อนาคตที่ยังมาไม่ถึง (การเปลี่ยนรัชกาล) ซึ่งจะว่าไปก็ไม่ใช่ความผิดของคุณทักษิณตรง ๆ ด้วย เพราะเท่าที่อ่าน ไทมส์เป็นฅนชงคำถามนี้ขึ้นมาเอง ส่วนตัวผมแล้ว เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ไม่น่าจะพูดออกสื่อ แต่อย่างไรก็ไม่ใช่การ หมิ่นประมาท ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ ฯลฯ อย่างแน่นอน


ถ้าจะมีส่วนที่ไม่เหมาะสมในมุมมองของผมบ้าง ก็อย่างเช่นการพูดในเชิงว่า สถาบันถูกหลอกใช้ หรือการเรียกร้องให้ในหลวงลงมาแก้ปัญหาทางการเมือง ทั้ง ๆ ที่จุดยืนก่อนหน้านี้ก็พูดมาตลอดว่าบ้านเมืองมันยุ่งเพราะองคมนตรีลงมาข้องเกี่ยวการเมือง แต่พอตนเองมีปัญหากลับเรียกร้องให้บุคคลที่อยู่สูงยิ่งกว่าองคมนตรีลงมาข้องเกี่ยวกับการเมืองเสียอีก... จนผมก็ชักงงว่าจริง ๆ แล้วจุดยืนของคุณทักษิณคืออะไรกันแน่ (หรือจริง ๆ แล้วคุณทักษิณเองก็ไม่ได้มีจุดยืนอะไร ฮา)

 

ผมก็เลยยังทำใจกับความเป็นสองมาตรฐานของคุณทักษิณเช่นนื้ไม่ได้น่ะครับ...


6 novembre

การเมืองเรื่องเพื่อนบ้าน


เคยบอกไปในหลายเอนทรีก่อนว่า เรื่องการเมืองคงจะไม่พูดถึงในบล็อกนี้สักพัก เพราะว่ามีที่ลงในราชดำเนินแล้ว.... พบว่า หลังจากไปท้าตีท้าต่อยกับเขาอยู่บ้าง พ่ายแพ้เรียบครับ (ฮา- ดีที่อย่างน้อยไม่โดนรุมกระทืบ)

เอาเป็นว่า เลยมาบ่น ๆ ในนี้แทนแล้วกันนะครับ อย่างน้อยก็เป็นเอนทรีของตัวเอง (แต่ให้ความเห็นแย้งได้ตามสบายนะครับ ไม่ต้องเกรงใจ) คุยด้วยเหตุผลได้เสมอ (แต่เรื่องเสียดสี ถากถาง สาวไส้ ก็อย่ามากแล้วกันครับ ผมเจอมาเยอะแล้ว T_T)

***

เพิ่งตามข่าวรัฐบาลกัมพูชาตั้งอดีตนายกทักษิณเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจครับ

แล้วก็เพิ่งอ่านข่าวว่ารัฐบาลไทยเรียกตัวฑูตไทยประจำกัมพูชากลับ ... ฝั่งหนึ่งก็บอกว่าเหมาะสมแล้วจะให้ไทยอยู่เฉยทำทองไม่รู้ร้อนได้อย่างไร

ส่วนอีกฝ่ายก็บอกว่า over react ไป เป็นเรื่องภายในประเทศของเขา จะไปยุ่งอะไรด้วย

ผมเองก็คงไม่วิพากษ์วิจารณ์ว่าไทยควรจะทำตัวอย่างไรนะครับ เพราะตามข่าวไปเรื่อย ๆ อาจจะมีพลิกแพลงรายวันได้

 

แต่ที่น่าสนใจก็คือ แรงจูงใจของรัฐบาล ในการนี้เนี่ยสิครับ....

ถ้าเข้าไปอ่านในราชดำเนิน ทั้งการให้สัมภาษณ์ของสมเด็จฮุนเซน ก็จะมีฅนให้เหตุผลต่าง ๆ นานา บ้างก็ว่าเป็นมิตรภาพยืนยงบ้างล่ะ บ้างก็ว่าเพราะกัมพูชาทนความอยุติธรรมไม่ได้บ้างล่ะ บ้างก็ว่าเพราะยอมรับรัฐประหารไม่ได้บ้างล่ะ

 

ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมมิใคร่จะเชื่อเหตุผลต่าง ๆ ข้างต้นเท่าไหร่ครับ (มันดูดจร.มาก ๆ ) แต่เชื่อในเหตุผลสากลของการเมืองระหว่างประเทศมากกว่า

คำนั้นก็คือคำว่า ผลประโยชน์

 

แต่เอ๊ะ? แล้วกัมพูชาจะได้สิทธิประโยชน์อะไรล่ะ? เพราะดูแล้ว ไม่น่าเป็นผลดีเลยนะ ถ้ากัมพูชาจะตั้งต้นเป็นศัตรูกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเรา (นึกภาพตอนเราออกแถลงการณ์สนับสนุนอองซาน ซูจีสิครับ ยังมีฅนออกมาด่ากราดเลยว่า จะทำให้เสียประโยชน์ในด้านพลังงานเวลาต่อรองกับพม่า...เรื่องผลประโยชน์มันมาอันดับหนึ่งจริง ๆ)

 

ผมเข้าใจว่า นี่เป็นการลงทุนของกัมพูชา ที่หวังผลระยะยาวครับ เพราะกัมพูชาเชื่อว่า ยังไง ๆ คุณทักษิณก็กลับมาแน่ ๆ แล้วเป็นการทุ่มลงทุนเสี่ยงในการ take side ชัดแจ้ง (เพราะถ้ายัง 50:50 ก็ใช้วิธีประนีประนอมทั้งสองฝ่ายดีกว่า)

ซึ่งก็น่าจะตรงกับที่หลาย ๆ ฝ่ายทำนายว่า เลือกตั้งคราวหน้า ยังไง ๆ เพื่อไทยก็นอนมา เพราะขนาดหลังรัฐประหาร พลังประชาชนแมร่งยังชนะเลย

แถมตอนนี้พันธมิตรแตกกับประชาธิปัตย์อีก แย่งเสียงกันเองอีก

ส่วนคุณเนวินกับพรรคภูมิใจไทย ถึงเวลาก็คงย้อนกลับไปคืนดีกับฝั่งเพื่อไทยได้ไม่ยาก (ขนาดเลือกตั้งคราวที่แล้ว คุณบรรหารบอกว่าจะกอดคอร่วมเป็นร่วมตายกับประชาธิปัตย์ ถึงเวลาเข้าจริง ๆ ยังโบยบินไปร่วมรัฐบาลได้โดยไม่ต้องคิดเลย)

เพราะฉะนั้น เลือกตั้งคราวหน้า ไอ้ที่เป็นรัฐบาลตอนนี้ กลายเป็นฝ่ายค้านชัวร์ (แถมเผลอ ๆ เป็นฝ่ายค้านพรรคเดียวด้วย)

เพราะงั้น ตีซี้กับ ผู้มีอำนาจที่กุมชะตาพรรคที่กำลังจะได้เป็นรัฐบาลในอนาคตไว้ ย่อมดีกว่าแน่นอน (แถมบางฅนบอกว่า เลือกตั้งใหม่ต้นปีหน้าแหงม ๆ)

 

ที่สำคัญที่สุด คุณทักษิณ เป็นฅนกตัญญูรู้คุณฅนมาก ๆ ครับ ใครที่เคยทำดีกับคุณทักษิณไว้ รับประกันได้เลยว่า จะได้รับการปูนบำเหน็จอย่างทั่วถึงกันทุกฅน ดูได้จากสมัยพลังประชาชน ทั้งรัฐมนตรีคุมสื่ออย่างคุณจักรภพ ทั้งโฆษกพรรค ไปจนถึงรัฐมนตรีต่างประเทศ ต่างก็คือฅนที่จงรักภักดี ทำงานถวายหัวให้คุณทักษิณกันถ้วนหน้า (ว่ากันตามจริง ที่บอกว่ารัฐบาลชุดนี้ตอบแทนโดยตั้งคุณกษิตเป็นรัฐมนตรี... ถ้าไม่นับเรื่องที่ไปด่าประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ผมคิดว่าข้าราชการกระทรวงต่างประเทศเก่า ยังไง ๆ ก็มีภาษีในการเป็นรัฐมนตรีดีกว่าทนายความนาครับ)

 

เพราะฉะนั้น ถ้าใช้ตรรกะเดียวกัน รัฐบาลกัมพูชาทุ่มตัวเองสุดตัว สนับสนุนคุณทักษิณมากขนาดนี้ (ขนาดตั้งตัวเป็นศัตรูกับรัฐบาลไทย) รับรองเชื่อขนมกินได้ว่า พอคุณทักษิณกลับมาเรืองอำนาจเมื่อไหร่ (ไม่ต้องกลับมาเป็นนายกหรอกครับ แค่เพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลก็พอ) กัมพูชาต้องได้รับการปูนบำเหน็จอย่างถึงอกถึงใจแน่นอน

ว่าแต่.... สมัยก่อน คุณทักษิณตอบแทนฅนที่ให้ความช่วยเหลือตนเอง โดยการมอบตำแหน่งรัฐมนตรีของ ไทยไปให้พรรคพวกตน (ย้ำว่าของประเทศ ไทยนะครับ ไม่ใช่ตำแหน่งในบริษัทส่วนตัวของคุณทักษิณ)...

....แล้วคราวนี้ คุณทักษิณจะเอาอะไรของ ไทยไปตอบแทนรัฐบาลกัมพูชาอีกละครับ?

 

ไม่อยากคิดต่อแล้ววุ้ย



28 octobre

ดูดวงเรื่องเนื้อคู่


เคยติดหนี้น้องกอล์ฟ มข. ไว้ว่าจะเขียนเรื่องดูดวงสักกะหน่อย (หลังจากที่น้องกอล์ฟเอาดวงมาลงให้อ่านอย่างเจาะใจถึงแก่นมาแล้ว) ช่วงนี้ไม่รู้จะเล่าเรื่องอะไร เล่าเรื่องค่ายของคิวบิกก็ไม่ได้ เพราะขัดกับนโยบาย (กร๊าก) ก็เลยขุดเรื่องนี้มาเล่าแทนแล้วกัน

พูดถึงเรื่องดูดวง เคยมีหมอดูบอกว่า ผมจะมีแฟนฅนแรกตอนอายุ 26 ครับ (ย้ำว่าแฟนฅนแรก..อนาถได้อีก) ถ้าเป็นฅนเดียวก็คงไม่ค่อยน่าเชื่อน่ะครับ แต่นี่พูดตรงกันตั้ง 3 ฅน มันก็เลยดูน่าเชื่อถือมิใช่น้อย (แถมบอกอีกว่า ถ้าไม่มีตอนอายุเท่านี้ จะมีอีกทีก็หลัง 30 ไปเลย...อร๊ากกกก)

 

แน่นอนครับ หลังวันเกิดไปเมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมา ใจผมก็เต้นตุ้ม ๆ ต่อม ๆ ประมาณว่า เอาละเหวยเอย ปีนี้ตรูข้าจะมีแฟนกับเค้าบ้างแล้วเชียวหรือนี่ แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาสอดส่ายสายตามองหาอนาคตแฟนอย่างใจจรดจดจ่อสุด ๆ

แต่ไป ๆ มา ๆ ก็คิดว่ามันน่าจะเหลวครับ (ฮา) ถึงแม้จะยังเหลืออีก 9 เดือนก็ตาม แต่คิดว่าสงสัยจะมีไม่ได้ง่าย ๆ

 

จริง ๆ แล้ว ถ้ามองว่า คุณพี่หมอดูตีความว่าจะมีแฟน เพราะว่าดวงมันไปตกตรงช่องความรัก อาจจะทำให้ความหมายคลาดเคลื่อนไปหน่อยนะครับ แต่ถ้าตีความว่า ปีนี้จะมีดวงข้องเกี่ยวแวะพันกับเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ผมคิดว่ามีความเป็นไปได้มากกว่า

เพราะแค่ผ่านมา 3 เดือน ก็มีเรื่อง love ๆ โฉบเข้ามาในชีวิตอย่างน้อย ๆ 2 shots เข้าไปแล้ว แต่สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้ สาเหตุหลัก ๆ ก็คงเป็นเพราะว่าตัวตนของฅนที่อยู่ในใจมันยังใหญ่โตเกินไป... ใหญ่จนกระทั่งถ้าจะมีใครมาตีแตกไปได้ คงต้องมีเลเวลสูงประมาณคลื่นทสึนามิกันเลยทีเดียว...

 

อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้อารมณ์อ่อนไหวเป็นพิเศษครับ ยิ่งกำลังติดซีรีย์เกาหลีอารีรังซารังแฮ โดยเฉพาะเวลาฉากพระเอกนางเอกกุ๊กกิ๊กกัน ยิ่งเหนี่ยวโน้มนำพาให้สภาพจิตสภาพใจอยู่ในสภาวะกะปลกกะเปลี้ยเพลียแรงสุด ๆ (แต่พอได้ยินเสียงก็ช่วยบรรเทาไปได้เยอะอยู่)

 

เอาเป็นว่า เนื้อหาต่อจากนี้เป็นเนื้อหาที่ไปดูดวงมาครับ ซึ่งก็นานมากแล้ว (เกินหนึ่งปี) ก็อ่านขำ ๆ แล้วกัน แล้วไม่ต้องถามว่าตรงแค่ไหนอ่ะนะครับ เพราะมันเป็นอดีตไปหมดแล้วน่ะนะ

 

*********************

 

เมื่อเดือนตุลาปีที่แล้ว (2551) ผมไปเข้าค่ายปลูกป่าชายเลนที่ชุมพรครับ ห้องพักที่ผมอยู่มีรุ่นพี่ที่ดูดวงเป็นครับ (ชื่อพี่พีท) โดยเฉพาะเรื่องเนื้อคู่ เห็นพี่อีกฅนบอกว่าแม่นอยู่ เวลาอยู่ที่คณะมีใครต่อใครมาให้ดูหลายฅน

 

ตอนที่ผมเข้าไปในห้อง พี่พีทเค้าก็กำลังดูดวงให้รุ่นพี่อีกฅนครับ พอดีมีโทรศัพท์มา พี่ที่กำลังขอให้ดูดวงอยู่ก็ไปรับโทรศัพท์ (แฟนฅนที่เจ้าตัวกำลังให้เช็คดวงนั่นแหละโทรมา)

 

พี่พีทก็นั่งสับไพ่ แล้วก็ถามผมว่า ก้อนสนใจดูดวงมะ?

ผมส่ายหัวดิกครับ พี่พีททำหน้าประหลาดใจ (คงนาน ๆ ทีที่จะเจอฅนที่ไม่อยากดูดวง) อ้าว ทำไมล่ะ

ผมกลัวคำทำนายครับ... เลยไม่อยากรู้ผมตอบสั้น ๆ

พี่พีทหัวเราะ บอกว่า ของแบบนี้ไม่ต้องเชื่อมากก็ได้ ดูไว้พอประกอบการตัดสินใจแล้วก็ยื่นสำรับไพ่มาตรงหน้าผม เอ้า นึกถึงผู้หญิงที่ชอบ แล้วก็ตัดไพ่ด้วยมือข้างที่ไม่ถนัด(บังคับกันซึ่ง ๆ หน้า-ฮา)

สุดท้ายผมก็ลองครับ ผลที่ได้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

 

สำหรับวิธีดูดวงเรื่องเนื้อคู่ของพี่พีท...มันอธิบายยากหน่อยนะครับ ต้องมาเห็นเองถึงจะเข้าใจ พี่พีทไม่ได้ใช้ไพ่ทั้งสำรับ ใช้แค่ 7 8 9 10 J Q K แล้วก็ A เท่านั้นเอง หลังจากเราตัดไพ่เสร็จ พี่เค้าก็จะเปิดไพ่ออกมาโดยแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งเป็นฝั่งผู้ชาย อีกฝั่งเป็นฝั่งผู้หญิง โดยเปิดไพ่สลับกันทั้งสองฝั่ง

ถ้าไพ่ใบไหนเปิดมาคู่กัน (เช่นเปิดเจอเลข 7 ในฝั่งผู้ชาย) ก็จะจับคู่แยกออกมา ถือเป็นไพ่ของฝั่งนั้น แล้วก็เปิดไพ่ต่อสลับไปมาทั้งสองฝั่ง แยกคู่ เปิดต่อ ทำไปเรื่อย ๆ จนหมด หลังจากเปิดไพ่หมดแล้ว ถ้ายังไม่ครบคู่ ก็จะรวบไพ่ แล้วเปิดสลับใหม่ ทำไปจนกว่าไพ่ทุกใบจะครบคู่ (ก็แปลว่าทั้งสองฝั่งจะมีคู่อยู่ เช่น ฝั่งผู้ชายมีคู่ 8 แดง ฝั่งผู้หญิงมีคู่ 8 ดำ หรือบางที ทั้ง 4 ดอกก็ไปอยู่ฝั่งเดียวกัน เช่น  K สี่ใบอยู่ฝั่งผู้ชาย เป็นต้น)

(อ่านไม่รู้เรื่องก็ไม่เป็นไรนะครับ)

สำหรับการแปลผล ไพ่แต่ละเลขจะมีหัวข้อของมัน เช่น ไพ่ K จะเกี่ยวกับญาติผู้ใหญ่ ไพ่ 7 จะเกี่ยวกับการเดินทาง ไพ่ 8 จะเป็นเรื่องของอุปสรรค ฯลฯ เวลาอ่านไพ่ ก็จะเอามาเปรียบเทียบกันระหว่างฝั่งชายหญิงว่าคู่ไหนมีมากกว่ากัน (คือมันมีวิธีดูของมันอยู่น่ะครับ พี่พีทอธิบายไปผมก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ ) ส่วนฝั่งไหนถ้ามีทั้ง 4 ใบ ก็แสดงว่าหัวข้อเรื่องนั้น ๆ อยู่กับฝั่งนั้นทั้งหมด

 

มาดูคำทำนายกันเลยดีว่า

อืม ไพ่ญาติผู้ใหญ่อยู่ฝั่งเราหมดเลยนะ แสดงว่า เรื่องความรักนี้ เราปรึกษาผู้ใหญ่ แล้วก็ผู้ใหญ่มีอิทธิพลในการตัดสินใจมากกว่าฝั่งผู้หญิงพี่พีทบอก หลังจากให้ผมดูไพ่ K สี่ใบที่อยู่ฝั่งผม

 

เวลาคุยกัน ใครพูดมากกว่ากัน?พี่พีทถาม

ผมครับผมตอบ

อาฮะ... ไพ่เรื่องการพูด 4 ใบอยู่กับเราหมดเลย แสดงว่าเวลาเจอกัน เค้าแทบไม่ค่อยพูดเลยล่ะสิ

ประมาณนั้นครับ

 

ไพ่อุปสรรค 4 ใบอยู่ฝั่งเค้าหมดเลยนะ แสดงว่าการตัดสินใจหรือถ้าจะมีปัญหาอะไรที่ทำให้เค้าลังเลใจ...อยู่ฝั่งเค้าหมด ทางเราไม่มีปัญหาอะไรใช่มะ?

อ่า..ครับ

 

ไพ่เพื่อนผู้ชายอยู่ฝั่งเรา ส่วนไพ่เพื่อนผู้หญิงอยู่ฝั่งเค้า...อันนี้ก็ปกติ แสดงว่าต่างฝ่ายต่างก็ไม่มีกิ๊ก(รุ่นพี่ที่ดูก่อนหน้าผม ไพ่เพื่อนผู้หญิงอยู่ฝั่งของรุ่นพี่ครับ พี่พีทบอกสั้น ๆ ว่า....มันกิ๊กเยอะ...)

 

ปกติเวลามาเจอกัน ใครเป็นฅนไปหา?

ผมครับ

เอ๊ะ แปลก... ไพ่เดินทางของเค้าตัวใหญ่กว่าเรานะ... แสดงว่าเวลาเจอกัน เค้าเดินทางมาไกลกว่าเรา

อ่า..เหรอครับ

 

ที่บ้านเค้ารวยมั้ย?

ไม่แน่ใจครับ

ไพ่ลาภ ฝั่งเค้าใหญ่กว่าเรานะ ปกติแปลว่าหน้าที่การงานเค้าสูงกว่าเรา...แต่นี่ยังเรียนอยู่ด้วยกันทั้งคู่ใช่มะ?

ครับ

งั้นก็แปลว่าที่บ้านเค้าฐานะดีกว่า...ที่บ้านก้อนทำอาชีพอะไรล่ะ?

เป็นข้าราชการทั้งบ้านครับ

‘55+ งั้นก็ไม่แปลกใจ..

 

เอ๊ะ นี่เคยขอเค้าเป็นแฟนรึยังนะ?

ยังครับ

ทำไมล่ะ? เค้าไม่มีทีท่าว่าจะชอบเราเหรอ?

ประมาณนั้นครับ

อืม.... A สี่ใบอยู่ฝั่งเค้าหมดเลย... แปลว่าจริง ๆ แล้วเค้าชอบเรามากนะ ถ้าจะบอกความในใจอะไรตอนนี้ก็รีบ ๆ บอกซะ

อ่า..ครับ(ตอนนั้นคิดในใจว่า...บอกไปหมดเรียบร้อยแล้วครับ หลายรอบแล้วด้วย “- -)

 

สุดท้ายพี่พีทเปิดคู่สุดท้ายออกมา เป็น J คู่กับ Q แล้วก็ Q คู่กับ J

เนื้อคู่กันพี่พีทบอกสั้น ๆ

 

จริงเหรอครับผมถาม...พี่พีทคงเห็นผมหน้าบานเกินงาม ก็เลยเก็บไพ่ แล้วก็บอกว่า ของแบบนี้อย่าไปเชื่อมาก อาจจะถูกหรือไม่ถูกก็ได้’-ฮา

 

ไอ้ที่บอกว่าเป็นเนื้อคู่กันน่ะ อาจจะเป็นเนื้อคู่กันชาตินี้ ชาติโน้น หรือชาติไหน ๆ ก็ได้ทั้งนั้น.... ส่วนชาตินี้จะได้มาเป็นเนื้อคู่กันรึเปล่าน่ะ.... ไม่มีใครรู้หรอก

 

มันอยู่ที่การตัดสินใจของเรา...กับใครอีกฅนที่อยู่ฝั่งนู้นน่ะนะพี่พีทพูดสรุปง่าย ๆ

 

 

ปล. ย้ำอีกครั้งว่ามันเป็นคำทำนายของปีที่แล้วนะครับ

16 octobre

รถไฟฟ้ามาหานะคุณ

ไม่ได้เขียนบล็อกเกี่ยวกับหนังมานานมากแล้วครับ วันนี้เพิ่งไปดู รถไฟฟ้ามาหานะเธอ ก็เกิดอาการคันไม้คันมืออยากอัพบล็อกขึ้นมานิด ๆ

 

 

เรื่องแรก ผมเคยเขียนว่า หนังจะมีรายได้ดีไม่ดี มีอยู่สองระลอกครับ (อ่านรายละเอียดจริง ๆ ได้ตามลิงค์ข้างล่าง)

http://masathakus26.spaces.live.com/blog/cns!C45882D41EB2C38D!1773.entry

 

ถ้าให้พูดสั้น ๆ ก็คือ first wave จะดึงฅนไปดูจากหน้าหนัง ตัวอย่างหนัง ชื่อเสียงนักแสดง ฟอร์มของหนัง รวมไปถึงอาศัยความดังจากการเป็นหนังภาคต่อ

 

ส่วน second wave เกิดจากตัวหนังจริง ๆ เป็นการพูดปากต่อปาก ทำให้หนังที่แรก ๆ เข้าโรงอาจจะไม่ดังมากนัก แต่เปรี้ยงปร้างขึ้นมาทีหลังได้

 

สำหรับการวัด first wave ก็ดูจากรายได้รวม 4 วันแรกครับ (พฤ-อาทิตย์) ส่วน second wave ดูจากรายได้สัปดาห์ต่อมา ไปจนถึงรายได้รวม ถ้ารายได้ดิ่งลงมาจาก 4 วันแรกมาก ๆ ก็แสดงว่าหน้าหนังน่าดู แต่ตัวหนังไม่น่าประทับใจอย่างที่คิด

 

สำหรับ first wave ของ รถไฟฟ้ามาหานะเธอ แรงมาก ๆ ครับ ซึ่งเท่าที่ผมสัมผัสมาน่าจะเกิดจากสองสาเหตุคือ อย่างแรก นักแสดงเป็นพี่เคน ธีรเดช ซึ่งสาว ๆ โคตะระจะกรี๊ด (แต่จะว่าไปแล้ว ตอนที่มีข่าวออกมาว่า พี่เคนจะเล่นหนัง ก็ไม่ได้แรงขนาดนี้นะครับ)

 

สาเหตุจริง ๆ น่าจะมาจาก trailer หนังมากกว่าครับ

 

เป็น trailer ที่เปิดตัวแรงมากครับ เปิดตัวปุ๊บ มีกระทู้ตั้งใน pantip ปั๊บเลย โดยเปิดตัวก่อนหนังเข้าประมาณ เดือนนึง แถมมีฅนบ่นว่า ทำไมหนังเข้าช้าจัง (ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ปกติ trailer หนังก็เปิดตัวประมาณเดือนนึงนี่แหละ) จำได้ว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่ 5 แพร่งเข้าพอดีครับ แล้วก็มีแซว ๆ กันว่า พอฉากพี่เคนออกใน trailer สาว ๆ กรี๊ดกันลั่นโรง

 

ตัว trailer เองก็ดึงดูดมาก ๆ ครับ ผมเองยังดูตั้งหลายรอบ ซึ่งพอดูในยูตู๊บแล้วพบว่า มีฅนเข้ามาชม 5 แสนกว่าวิว (trailer บ้าอะไร ฅนชมเยอะขนาดนั้น ขนาด trailer ของ 5 แพร่งที่กินรายได้ 100 ล้านแล้ว ยังมีจำนวนวิวแค่สองแสนกว่าเท่านั้นเอง)

 

Trailer หนังเข้าไปดูได้ตามลิงค์ครับ

 

http://www.youtube.com/watch?v=ZSMUF8izOJM

 

 

พูดถึงตัว trailer แล้ว ส่วนตัวผมคิดว่าค่าย GTH เป็นค่ายที่ตัดต่อตัวอย่างหนังได้น่าดูที่สุดค่ายหนึ่งเลยนะครับ นึกไปนึกมา ตัวอย่างหนังที่เล่นเอาอยากไปดูมั่ก ๆ ตั้งแต่ก่อนหนังเข้า ก็มีทั้งปิดเทอมใหญ่ฯ ไปจนถึง เพื่อนสนิท (เคยแนะนำไปแล้วในเอนทรีก่อน ๆ)

 

เคยมีฅนเปรียบเทียบเล่น ๆ ว่า หนังเรื่องฝันโคตร ๆ ของคุณพิงลำพระเพลิง ตัวหนังดีมากกกกก (second wave ค่อนข้างดี วิจารณ์ชมเปาะ ปากต่อปากดีมาก ทำให้ฅนอยากไปดูหนังมาก ๆ แต่หนังตัวอย่าง ทำออกมาได้ช่างไม่ดึงดูดฅนดูเอาเสียเลย)

 

สำหรับ first wave ของเรื่อง รถไฟฟ้ามาหานะเธอนี่ แรงจริง ๆ ครับ ผมสัมผัสได้ด้วยตัวเองเลย

 

คือตอนเย็นไปดูที่ century ตอนทุ่มนึง ซึ่งปกติแล้ว century ต่อให้เป็นหนังเข้าวันแรก แต่แถวก็จะไม่ยาวมาก ประมาณ 10-15 ฅนที่เข้าคิว แต่ตอนที่ผมไปถึง แถวยาวววววว จากหน้าเคาน์เตอร์ไปจนถึงหัวบันไดเลื่อนเลย

 

เห็นปุ๊บ ถอดใจปั๊บ ล่าถอยกลับมาเลยครับ

 

สุดท้ายก็ได้ดูตอนรอบ สามทุ่มครึ่ง แต่ถึงจะดึกขนาดนั้น (เป็นรอบรองสุดท้าย) แต่ฅนก็แน่นไปจนถึงสองแถวหน้าเลย (ของเค้าแรงจริง ๆ)

 

First wave แรงขนาดนี้ ผมคิดว่าผ่านจุด 30 ล้านได้ไม่ยากครับ แต่ถ้าจะดันให้ถึง 50 ล้าน คงต้องดู second wave ต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร (แต่โดยส่วนตัวแอบเชียร์ผกก. คุณ อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม นะครับ อยากให้รายได้เรื่องนี้ดีกว่าคราวที่ทำ หมากเตะ ครับ)

 

**********

 

 

เรื่องที่ 2

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ผมจะเข้าโรงดูหนัง ผมพยายามไม่คาดหวังมากนะครับ (แม้ตัวอย่างหนังจะดีขนาดไหนก็ตาม) คงเหมือนกับที่นักวิจารณ์หลายฅนบอกไว้ว่า หนังของค่าย GTH มีมาตรฐานเหมือนทำ ISO ก็จริง (แปลว่าไม่ว่าเรื่องไหน ๆ ทำออกมาก็รับประกันได้ว่าไม่มีกาก ไม่มีขยะ) แต่เนื่องจากค่ายนี้ค่อนข้างจะทำหนัง mass มาก ๆ ก็เลยไม่มีโอกาสที่จะทำหนังออกมาฉีกแนว หรือไปจนสุดทางแบบที่นักดูหนังจริง ๆ ชอบ (ประมาณว่าทำหนังออกมากี่เรื่อง ๆ ก็คล้าย ๆ กัน) หรือพูดให้แรงกว่านั้นก็คือ ใจไม่ถึง เหมือนค่ายอื่น ๆ เช่นสหมงคล หรือ ไฟว์สตาร์ ที่กล้าปล่อยหนังแรง ๆ อย่างรักแห่งสยาม หรือหนังดี ๆ แบบฝันโคตร ๆ

 

 

แต่ในทางกลับกัน ผมค่อนข้างชอบมุมมองของค่าย GTH นะครับ เพราะเป็นค่ายเดียวที่เล่นกลุ่มเป้าหมายในตัวเมือง

 

 

เพราะหนังของค่ายอื่น ๆ เท่าที่เห็น จะเน้นกลุ่มเป้าหมายที่ตัวเมืองรอบนอก รวมไปจนถึงตลาดต่างจังหวัดมากกว่า เพราะถึงแม้ว่าฅนเมืองจะมีกำลังซื้อ แต่เมื่อเทียบจำนวนประชากรแล้ว ฐานกลุ่มเป้าหมายก็น้อยกว่าต่างจังหวัดมาก ๆ (เพราะฉะนั้นหนังของคุณหม่ำ แม้กระแสจะไม่ดี แต่รายได้จากต่างจังหวัดก็ทำให้หนังไต่ไปจนติดหนังรายได้สูงสุดประจำปีทุกที)

 

แต่เมื่อเทียบกลับกัน มีแต่หนังของ GTH นี่แหละครับ ที่เจาะกลุ่มตลาดเป้าหมายแบบพวกผมจริง ๆ ลองคิดดูว่า ฅนที่จะไปดูหนังเรื่องรถไฟฟ้ามาหานะเธอ ส่วนมากก็น่าจะเป็นฅนกรุงเทพ แล้วต้องเป็นฅนกรุงเทพที่ขึ้น BTS ด้วย (เพราะถ้าอยู่ชานเมือง หรืออยู่ต่างจังหวัด คงไม่อินเท่าไหร่) เท่ากับว่ากลุ่มเป้าหมายจริง ๆ ที่จะอินกับเรื่องนี้มาก ๆ ก็เล็กนิดเดียวเท่านั้นเอง

 

ดู ๆ ไปแล้วน่าจะเป็นความเสี่ยงพอสมควร (แม้ว่าถึงฅนที่ไม่เคยขึ้น BTS ก็ยังสนุกกับมันได้ก็ตาม)

 

ถ้าถามความรู้สึกของผมล่ะก็ ผมคิดว่าทำได้มาตรฐานของ GTH เหมือนทุก ๆ เรื่องนะครับ แต่ที่ดูโดดเด่นก็คงเป็นเรื่องพล็อตที่โดนใจ แล้วก็มุขตลกที่ค่อนข้างถูกจริตฅนกรุงมาก ๆ ครับ (คิดว่าน่าจะเป็นหนังที่มุขเยอะที่สุดเรื่องหนึ่งของ GTH นะ ผมว่า)

 

 

ดูแล้วบันเทิงมากทีเดียวครับ

 

 

*******

 

 

ปล.1 หนังตัวอย่างก่อนที่จะดูเรื่องรถไฟฟ้ามาหานะเธอ มีน่าสนใจหลายเรื่องเลยครับ

เรื่อง 32 ธันวาคม ชอบประโยคนี้มาก (จำไม่ได้ชัวร์ แต่เลา ๆ) ใม่รู้ว่าใครรักเรา...ปัญหาเล็ก  ไม่รู้ว่าเรารักใคร.... ปัญหาใหญ่ แต่ถ้าไม่รู้ทั้งสองเรื่อง.... ไม่ใช่ปัญหาหูยยยยย คมมั่ก ๆ

 

ปล.2 วันก่อนระหว่างที่ดู boy band เกาหลี ผมเพิ่งถามโอไปเองว่า เฮ้ย ตอนนี้เรนทำอะไรอยู่วะ?โอยักไหล่ประมาณว่าไม่รู้...

 

ดูหนังตัวอย่าง ก็เพิ่งรู้นี่เองครับ ว่า เรนไปเล่นหนังเรื่อง ninja assassin กับตอนนี้เป็น producer วง boy band ใหม่ชื่อ MBlaq (เอ็มแบล็ค)

 

ดู รายละเอียดได้ตามลิงค์ครับ

 

http://www.youtube.com/watch?v=SvgwAwp9QVA


 

ก้อน Masatha Thongpan

Occupation
Centres d'intérêt 
จบม.ปลาย จากสาธิตเกษตร(KUS26) ตอนนี้เรียนคณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล สาขาจุลชีววิทยา "ความรัก มักจะมาในยามที่คุณคาดหวังกับมันน้อยที่สุดเสมอ"

"สิ่งที่ไม่มีการพัฒนา ไม่อาจนับเป็นสิ่งมีชีวิต"

"สิ่งที่น่าเศร้าก็คือ ฅนเราจะเห็นคุณค่าของตนเอง ก็ต่อเมื่อฅนอื่นเห็นคุณค่าของเรา!"

"การกระทำใด ๆ ย่อมมีแรงบันดาลใจจากผู้อื่นเสมอ"
Photo 1 sur 3