| ก้อน Masatha's profileMasatha_ahtasaM ... จะรั...PhotosBlogLists | Help |
Masatha_ahtasaM ... จะรักเธอไปทุกวันKUS26+Interact+SCRA+Cubic Creative = Me!! July 03 เรื่องของผม (ที่ไม่ใช่สรรพนามบุรุษที่ 1)คุ้น ๆเหมือนเคยเขียนเรื่องนี้ไปแล้ว... แต่พอกลับไปรื้อ ๆ บล็อกก็ไม่เจอแฮะ = =
ถ้าใครเจอว่าผมเขียนเรื่องนี้แล้ว ช่วงใส่ลิงค์มาให้หน่อยแล้วกันนะฮะ (แหะ ๆ)
**
ผมเพิ่งไปตัดผมมาครับ (จริง ๆ ก็สักพักแล้ว จนมันจะยาวใหม่อีกรอบแล้วล่ะ) แล้วก็โกนเคราแล้วด้วย (ไว้เคราทรงใหม่แล้วด้วย) ใครที่ได้เห็นก็น่าจะเห็นแล้วนะฮะ
จะว่าไป เวลาผมไปตัดผม จริง ๆ แล้วก็มีแค่สองทรงเอง ถ้าไม่ใช่สกินเฮ้ด ก็เป็นรองทรง (ล่าสุดก็ตัดสกินเฮ้ดครับ) อ้อ ทรง รด. ไม่นับนะฮะ
สถานที่ตัดก็คือร้านตัดผมชาย ตรงอนุสาวรีย์ครับ อีกที่ที่ไปตัดบ่อย ๆ ก็คือร้านตัดผมชาย ตรงปากซอยหน้าบ้าน
ตอนที่เห็นราคาก็ตกใจครับ เพราะตอนนี้มันขึ้นมาเป็น 80 บาทแล้ว (ก่อนหน้านี้ยัง 60 บาทอยู่เลย) ถ้านึก ๆ ดู สมัยก่อนมันก็ 15-20 บาทเองนี่เนาะ... แต่จะว่าไป มันก็ถูกกว่าเวลาสาว ๆ ตัดผมอยู่ดีครับ (ได้ข่าวว่าสาว ๆ เวลาไปร้านที ก็เสียหลายร้อยอยู่)
พูดถึงเรื่องตัดผม คราวล่าสุดที่ไปตัดมา ช่างตัดผมเพิ่งแนะนำว่า หัวผมไม่เหมาะกับทรงสกินเฮ้ดเท่าไหร่ครับ ... ประมาณว่าตรงขมับผมมันบุ๋มลงไปน่ะครับ ตัดทรงผมที่สั้นแนบติดหัวจะไม่สวย ต้องไว้ผมยาว ๆ หน่อยโดยเฉพาะตรงขมับ (ก็เพิ่งรู้เหมือนกัน)
ที่ตลกดีก็คือว่า ตัดผมคราวนี้ผมโกนเคราด้วยแหละครับ ... แต่จากป้ายหน้าร้าน บอกว่า โกนเคราครั้งละ 50 บาท ซึ่งถ้าว่ากันตามจริงแล้ว ผมทั้งตัดผมและโกนเครา รวมแล้วก็น่าจะเป็น 80+50 = 130 บาท...
แต่จริง ๆ แล้วเค้าเก็บแค่ 80 บาทเองครับ (คุ้มสินะ?)
หลังจากตัดผมเสร็จ ก็จะมีกรรมวิธีอีกหลายขั้นตอนนะฮะ อันได้แก่การกันขน (ซึ่งฅนละเรื่องกับโกนเครา) โดยเป็นการเอามีดโกนโกนขนอ่อนออก เช่น ตรงต้นคอ... ตรงหน้าผาก แล้วก็ตรงแก้มบางส่วน (ที่ประหลาดสำหรับผมก็คือว่า ช่างเค้าจะต้องมาโกนตรงติ่งหู กับตรงปีกจมูกเนี่ยสิ ตลกมาก)
ถัดจากนั้นก็เล็มขนจมูกครับ แล้วก็เอาสำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดหน้า (บางแห่งก็เป็นผ้าร้อนมาประคบ)
ที่ตลกก็คือ หลังจากตัดผมก็จะมีการนวดแข้งนวดขาด้วยฮะ ซึ่งถ้านั่งทำผมเป็นชั่วโมง ๆ ก็พอเข้าใจได้ แต่ตัดผมชายเนี่ย มันเร็วมากเลย (ไม่ถึง 20 นาทีก็เสร็จแล้ว) ก็จะนวดทั้งไหล่ แขน ขา (ตอนนวดขา จั๊กกะจี้มากฮะ) แล้วก็ดึงข้อดังกรอบแกรบ
...
หลังจากตัดผมเสร็จ ก็จ่ายเงินครับ แล้วก็ส่องดูหน้าตัวเองในกระจก แล้วก็พบว่า...
ผมตรูช่างบาง (ฮา)
สมัยเด็ก ๆ ผมเป็นฅนที่ผมดกหนามากเลยครับ คุณพ่อเองสมัยหนุ่ม ๆ ก็มีผมดกดำเช่นกัน สมัยเด็ก ๆ ก็เคยสงสัยเหมือนกันว่า ‘โตขึ้นหัวเราจะล้านรึเปล่าหว่า?’
แต่พอโตขึ้นมาเห็นศีรษะคุณพ่อเริ่มบางลง ๆ ก็ไม่สงสัยแล้วครับ
คำถามเป็นจาก ‘ล้านไหม?’ เป็น ‘เมื่อไหร่?’ แทน (ฮา)
...
แต่พอตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัย ยิ่งโตขึ้น ผมก็ร่วงเอา ๆ ขนาดแม่ซื้อยาบำรุงรากผมมาให้ (รู้สึกจะชื่อไมน็อกซีดิล หรืออะไรเทือก ๆ นี้)
ตอนนี้ไม่ถามแล้วครับว่าจะล้านเมื่อไหร่
เปลี่ยนคำถามจาก ‘เมื่อไหร่?’ เป็น ‘จะเหลือเท่าไหร่’ แทน (ฮา T-T)
ก็หวังว่าเจ้าสาวของผมจะโอเคที่มีแฟนหัวล้านนะครับ T-T
ปล. ถึงหัวจะล้าน แต่ขนตรงอื่นก็ดกดำนะเอ้อ (ออดดดดดด- เซ็นเซอร์) June 25 โอ๊ยวันก่อนนู้นเพิ่งอ่านเอนทรีของป่านที่พูดถึงเรื่องเพลง ก็ว่าจะอัพสักหน่อยครับ ช่วงนี้ผมรู้สึกว่าเพลงเก่าเอามาทำใหม่กำลังฮิตนะครับ เท่าที่ฟังวิทยุมาก็เห็นขึ้นชาร์ตหลายเพลง ไล่ไปตั้งแต่ เสียดาย (บอดี้แสลม) กับ บูมเมอแรง (No more tear) ของโปรเจคท์ PLAY ที่เอาเพลงป๋าเบิร์ดกลับมาร้องใหม่ นอกจากนี้ยังมีเพลง เล่นของสูง (Klear) ซึ่งเป็น ost. ของ แจ๋วใจร้าย ที่ละครดังโคตร ๆ (รุ่นน้องผมกรี๊ดพี่เป้กันแทบจะยกคณะ) แต่ที่ผมอยากพูดถึงวันนี้ก็คือเพลง โอ๊ย โอ๊ย ร้องโดย เบน ชลาทิศ ครับ (ของเดิมเป็นของพี่แจ้ดนุพล) === จริง ๆ แล้ว ผมคิดว่าการที่เราชอบฟังเพลงไหน หรือรู้สึกว่าเพลงไหนเพราะ... ฅนรอบข้างมีส่วนสำคัญเหมือนกันนะครับ บางทีเราได้ฟังบ่อย ๆ หรือว่า มีเพื่อน ๆ มาแนะนำว่าเพลงนี้เพราะนะ หรือเพราะว่ามันติดชาร์ตอันดับสูง ๆ ก็ชวนให้เราคล้อยตามได้ง่ายเหมือนกัน อย่างเพลง โอ๊ย โอ๊ยเอง ผมก็ฟังหลายรอบแล้วครับ ก็รู้สึกว่าผ่านหูดี แต่ไม่ได้อินอะไรมาก แต่ว่าตอนที่ได้อ่านมติชนสุดสัปดาห์ก่อน มีคอลัมภ์ที่พูดถึงเพลงนี้ครับ (six sense ของ ปลาอ้วน) เปิดมาผู้เขียนก็บอกเลยครับ ว่าเพลงนี้ดังมาก น่าจะดังกว่าสมัยพี่แจ้เอามาร้องเสียอีก...
ว่ากันตามตรง ผมไม่รู้หรอกครับว่ามันดัง เพราะว่าผมฟังแต่ Hotwave (ซึ่งว่ากันว่าเด็กม.ต้นเท่านั้นแหละที่ฟัง แหะ ๆ) แล้วแนวของ Hotewave เอง เพลงร็อค หรือป๊อบร็อคจะมาแรงครับ เพลงช้า ๆ ซึ้ง ๆ หวาน ๆ จะเกิดยากหน่อย ซึ่งจะว่าไป แนวเพลงที่ผมชอบเดี๋ยวนี้มันก็เริ่มเหลื่อมออกจาก Hotwave แล้วละครับ เพราะเพลงที่ติดชาร์ตอันดับสูง ๆ ผมก็จะรู้สึกบ่อย ๆ ว่ามันเพราะตรงไหน(วะ) ในขณะที่เพลงช้า ๆ อันดับล่าง ๆ กลับรู้สึกว่าเพราะกว่า (ต่างจากเมื่อก่อนที่เพลงไหนรู้สึกว่าเพราะจะขึ้นชาร์ตอันดับสูง ๆ ทุกเพลง.... เราอาจจะแก่แล้วจริง ๆ ก็ได้)
หลังจากนั้น ผู้เขียนก็ยกเนื้อร้องมาเป็นตัวอย่างครับ ว่าท่อนไหนที่ภาษาเพราะ สละสลวน โดนใจ เช่น ท่อน “จะเป็นเพียงแววตาของเธอทั้งคู่ฉายมาสะกดรึเปล่า อาจเป็นดาวดวงใดใช้เธอมาหลอกเล่นกล เป็นไปไม่ได้” หรือว่าท่อนฮุค “เธอทำให้ฉันรักจนใจไม่อาจถอน หัวใจมันคอยแอบๆมองแบบซึ้งๆ”
... ผมคิดว่าสื่อมีอิทธิพลกับประชาชนฅนธรรมดามากครับ เพราะหลังจากอ่านคอลัมภ์ผมก็รู้สึกว่า ฟังเพลงนี้เพราะขึ้นอย่างรุนแรง (ฮา) หลังจากตั้งใจฟัง + อ่านเนื้อเพลง ผมคิดว่าเป็นเพลงที่ออดอ้อนมากเลยครับ ส่วนท่อนที่คิดว่า เซ็กซี่ที่สุดก็คือท่อน ...อยากจะกลืนกินเธอทั้งตัว ไม่อยากเหลือไว้ให้ใครได้กลิ่น... สำนวนมันโบราณดีฮะ (รักปานจะกลืน) แต่ผมคิดว่าถ้าใครเคยมีประสบการณ์เจอสาวที่ชอบจนรู้สึกอยากจะกลืน ก็คงอินไม่น้อย (แหะ ๆ) การที่ได้ฟังเพลงเก่า ๆ (แต่เอามาทำใหม่) ภาษาสละสลวย เนื้อเพลงคุ้นเคย โดยนักร้องคุณภาพ... ก็เป็นความบันเทิงที่ดีมากอย่างหนึ่งครับ
ฟังเพลงนี้ได้ตามลิงค์ครับ http://www.dseason.com/coolsong/coolsong_play.php?id=3187
ส่วนเนื้อเพลงเต็ม ๆ ก็ตามนี้ โอ๊ย โอ๊ย ตั้งแต่วันที่ฉันได้คุยเพียงครู่สองคนกับเธอครั้งก่อน June 19 ทศวรรษโดยปกติแล้วจะพยายามหลีกเลี่ยงการเขียนเอนทรีที่ฅนอ่านแล้วไม่ค่อยรู้เรื่องน่ะครับ
แต่เนื่องจากเอนทรีนี้ค่อนข้างพิเศษจริง ๆ ถ้าอ่านแล้วไม่เข้าใจก็ขออภัยด้วยนะฮะ เพราะเป็นเรื่องค่อนข้างเฉพาะฅน (แถมยังยาวกว่าปกติ ขอบคุณล่วงหน้าที่อ่านจนจบนะครับ)
***
วันนี้เป็นวันพิเศษครับ เพราะว่าเป็นวันสถาปนาอินเตอร์แรคท์สาธิตเกษตรรุ่นที่ 19 ...
สำหรับฅนที่ไม่ทราบนะครับ อินเตอร์แรคท์เป็นสโมสรสังกัดโรงเรียนครับ มีสมาชิกตั้งแต่ม.4-ม.6 แล้วก็กระจายตามโรงเรียนต่าง ๆ เช่น อินเตอร์แรคท์โรงเรียนสาธิตเกษตร อัสสัมชัญ บดินทรเดชา กรุงเทพคริสเตียน ฯลฯ
กิจกรรมของสโมสรก็เป็นกิจกรรมเพื่อสังคม เช่น รับบริจาคสิ่งของ แยกขยะ ออกค่ายชุมชน รณรงค์ในเรื่องต่าง ๆ ฯลฯ
สำหรับผม วันนี้เป็นวันพิเศษเพราะว่า วันสถาปนาวันเดียวกันนี้ แต่เมื่อปี 2542 เป็นวันสถาปนาของอินเตอร์แรคท์รุ่นผมครับ.... ซึ่งก็หมายความว่า ผมทำอินเตอร์แรคท์มาครบ 10 ปีแล้ว...
ครบ 10 ปีมันพิเศษยังไง? ขออธิบายแบบนี้ฮะ
โดยปกติแล้ว รุ่นพี่ปกติ จะกลับมางานน้อง ๆ ก็แค่หลังจากจบไปแล้ว 2-3 ปีแรก (ถ้าเทียบก็อยู่มหาลัยปี1-3) งานใหญ่ ๆ จะ มากันที 10-20 ฅนไม่ใช่เรื่องแปลก แต่พอผ่านไปสักพัก รุ่นพี่ที่เริ่มแก่ก็จะกลับมาน้อยลงเรื่อย ๆ รุ่นพี่ที่อยู่ปีสุดท้ายของมหาวิทยาลัย หรือเรียนจบป.ตรีแล้ว งานใหญ่ ๆ งานหนึ่ง กลับมากันแค่ 5-6 ฅนเองครับ (งานเล็ก ๆ ไม่ต้องพูดถึง แทบไม่มีเลย)
สำหรับรุ่นพี่ที่ครบ 10 ปีแล้วยังกลับมางานอยู่ ... ในปี ๆ นึง อาจจะมีแค่ฅนเดียว หรือไม่มีก็ได้ครับ จึงถือได้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่หายากสุด ๆ
เพราะงั้นแล้วการที่ทำอินท์มาครบ 10 ปีจึงเป็นเรื่องพิเศษมากฮะ รุ่นพี่ฅนไหนที่ครบสิบปี ก็จะยกระดับสถานะกลายขึ้นหิ้งบูชา กลายเป็นปูชนียบุคคล
ถือว่าแก่โคตร ๆ (ฮา)
ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร เพราะการทำอินท์ครบ 10 ปีได้ อายุก็พอ ๆ กับอาจารย์ที่ปรึกษาของอินท์บางโรงเรียนแล้วล่ะฮะ = = โดยปกติแล้ว พอทำอินท์ครบ 10 ปี ก็จะล้างมือในอ่างทองคำแล้วละครับ ไม่ต้องมาดูแลตอนเตรียมงาน หรือตอนประชุมอีก แค่มาตอนวันงานให้น้อง ๆ กราบไหว้เป็นสิริมงคลของชีวิตก็พอ (ฮา)
***
ผมเริ่มเขียนบทความลงหนังสืองานของอินท์มาตั้งแต่ม. 6 แล้วครับ แล้วก็เขียนมาเรื่อย ๆ ติดต่อกันเกือบทุกปี (เข้าใจว่าน่าจะเป็นรุ่นพี่ฅนเดียวที่ทำแบบนั้นนะฮะ ฅนอื่นรู้สึกว่าจะเขียนบ้างแต่ไม่บ่อยเท่า)
ตอนที่ทำอินท์ครบ 5 ปี ก็ได้มานั่งเรียงเอกสารที่ผมพิมพ์ ตอนนั้นก็ฝันเฟื่องว่า ถ้าอยู่อินท์ครบสิบปีเมื่อไหร่ อาจจะเอาบทความที่พิมพ์ ๆ มาทั้งหมดมารวมเล่ม แล้วตั้งชื่อประมาณว่า ‘1 ทศวรรษกับอินเตอร์แรคท์’ หรืออะไรเทือก ๆ นี้...
แต่ตอนนี้ครบสิบปีแล้ว พบว่าไอเดียเช่นว่ามันเสี่ยวโคตร ๆ เลยฮะ (ฮา)
แต่สิ่งหนึ่งที่ปิ๊งขึ้นมาก็คือว่า ไหน ๆ ก็อยู่มาครบ 10 ปีแล้ว ก็ลองนึกเล่น ๆ ว่า ในช่วง 10 ที่ผ่านมาเราได้ทำอะไรให้อินเตอร์แรคท์บ้าง? อะไรที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยฝีมือเรา หรืออะไรที่เราเป็นฅนริเริ่มไว้
พอจด ๆ ออกมาก็รู้สึกตื้นตันมากครับ แม้จะเอาไปอวดน้อง ๆ ไม่ได้ แต่ก็ขออนุญาตเอามาแปะไว้ที่นี่แล้วกัน
CV-Interact
โครงการ IntKUS - ฝากระป๋อง (2542) - ดอกกุหลาบ (2542)** - กิจกรรมประชาสัมพันธ์ Int (กลายเป็นโครงการ pre-int ในปีต่อ ๆ มา) (2542) - กิจกรรม Guardian ใน ปั้นกล้า#3 (2550) - กิจกรรม miniproject ในโครงการ come int camp (2551) - ประสานงานก่อตั้ง อินท์เกษตร พหุภาษาฯ (2551)**
หมวดงานสถาปนา - ระเบียนนายก (2551) - ปีบริหารที่เริ่มแต่ละโครงการ (2551)
หมวดพิธีการเอกสาร - คู่มืออินเตอร์แรคท์ (2543) สมัยเป็นรอง DI - ร่วมจัดทำบัญญัติอินเตอร์แรคท์ (2549) - จัดทำบัญญัติอินเตอร์แรคท์ 2009 และบัญญัติอินท์ฉบับย่อ (2552) - จัดทำระเบียนผู้แทนอินท์รองผู้แทน งานภาค (2547)** - จัดทำระเบียนสถานที่จัดงานภาค ปรับปรุงงานภาคงานเวียน รายชื่อ+ตัวย่ออินท์ (2552) หมวดสันทนาการ - เผยแพร่ท่าเช้าวันหนึ่งวันนั้น(เวอร์ชันขอความรัก) กับ Let’s me see (2547) - รวมเพลงสันทนาการอินท์ (2544) - ริเริ่มงานสันทนาการ (2547)** - ริเริ่มกิจกรรมให้ผู้เข้าร่วมนำสัน (2547) - หนังสืองานสันฯ ครั้งที่ 1-2 (2547-2548) - คำนิยมลงหนังสืองานสันฯ ครั้งที่ 3 (2549) - ประวัติงานสันทนาการ (2551) - สถานการณ์จำลอง 6 ฐาน (2551) หมวดงานสู่ - บทความลงหนังสืองานสู่ · งานสู่ อดีต/ปัจจุบัน/อนาคต (2552) · บันทึกความทรงจำงานสู่ฯ (2553) - ริเริ่มกิจกรรมโซน (2552)** หมวดงาน con - บทความลงหนังสืองาน con · ควันหลงงาน con (2544) · ว่าด้วยเรื่องของหัวกระดาษ (2547) · ใครอยากเป็นเจ้าภาพยกมือขึ้น (2548) · บันทึกความทรงจำงาน con ครั้งที่ 24 (2550) - เปลี่ยนวาระสรุปงานเป็นรูปแบบนิทรรศการ (2547, 2550) - เปลี่ยนวาระสอนงานจากตามตำแหน่ง เป็นตามฝ่าย (2547) - ริเริ่มกิจกรรม DIY (แทนที่กิจกรรมกีฬาเชื่อมสัมพันธ์) (2550)** หมวดบทความ - แด่รุ่นพี่ที่เคารพรัก#1 (2548)** - แด่รุ่นพี่ที่เคารพรัก#2 (2549) –ลงหนังสืองานสู่’49 - แด่รุ่นพี่ที่เคารพรัก#3 to take or not (2549) --ลงหนังสืองาน con’23 - แด่รุ่นพี่ที่เคารพรัก#4 เชิญดี/ไม่เชิญดี (2550) --ลงหนังสืองาน con’24 - แด่รุ่นพี่ที่เคารพรัก#5 การเปลี่ยนแปลงที่น่าสะพรึงกลัว (2551) --ลงหนังสืองาน con’25
* หมายเหตุ ปี พ.ศ.ในวงเล็บ หมายถึงปีบริหาร
*************************************************
ตรงที่ดอกจัน คืองานที่ประทับใจเป็นพิเศษครับ
>> สมัยอยู่อินท์ รุ่นผมก็เริ่มโครงการใหม่ ๆ หลายโครงการนะฮะ ซึ่งบางโครงการทำไปปีสองปี ก็หายไป แต่มีโครงการที่เริ่มปีนั้น แล้วยังทำติดต่อมาเรื่อย ๆ ทุกปีอยู่สองโครงการ ก็คือโครงการรับบริจาคฝากระป๋อง กับโครงการขายดอกไม้วันวาเลนไทน์ โครงการที่ผมประทับใจมาก ๆ ก็คือขายดอกไม้เนี่ยแหละครับ เหตุผลก็ไม่มีอะไรพิเศษ เพราะว่าเป็นโครงการที่ผมริเริ่มด้วยตนเองจริง ๆ (โครงการอื่นก็เอามาจากไอเดียของเพื่อน ๆ ในสโมสร) การที่เห็นโครงการที่เราเป็นฅนต้นคิด แล้วยังทำต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน มันค่อนข้างปลื้มเลยละครับ
>> หลังจากเรียนจบแล้ว ความเชื่อมโยงที่ผมมีกับอินเตอร์แรคท์ นอกจากจะกลับไปร่วมงานต่าง ๆ ของน้อง ๆ แล้ว ก็คือการเขียนบทความนี่แหละครับ บทความเรื่อง ‘แด่รุ่นพี่ที่เคารพรัก’ เป็นการพูดถึงรุ่นพี่ในแง่มุมต่าง ๆ แล้วหลังจากนั้นก็มีตามมาอีกเป็นซีรีย์ ลงตามหนังสืองานต่าง ๆ ... ซึ่งผมพบว่าไม่ค่อยมีน้อง ๆ อ่านเท่าไหร่ฮะ (ฮา) มีแต่รุ่นพี่มาอ่าน แล้วก็จะมาบอกว่า อืม เขียนดีนะ เห็นด้วยนะ (เขียนกันเอง อ่านกันเองว่างั้น-ฮา)
>> อินเตอร์แรคท์เป็นสโมสรที่ไม่ค่อยจดบันทึกอะไรเลยครับ... หนังสืองานที่น้อง ๆ ถืออยู่ในมืออย่างมากก็มีแค่ปีสองปี ไอ้ที่จะเก็บร่วม ๆ 10 ปีหายากมาก...ผลก็คือว่า เรามีงานอะไร ใครเป็นเจ้าภาพอะไร แทบไม่มีใครทราบเลย อยู่มาปีหนึ่ง ผมก็ทนไม่ไหว ลุกขึ้นมาพยายามบันทึกต่าง ๆ ว่าใครเป็นเจ้าภาพงานอะไรบ้าง ใครเป็นผู้แทนภาค (ตำแหน่งใหญ่ที่สุดของอินท์) ในแต่ละปีบริหาร ซึ่งก็ทำได้ไม่เยอะเท่าไหร่ ย้อนไปได้แค่ 5-6 ปี แล้วก็ทำออกมาเป็นตารางใส่ในหนังสืองานครับ ... ตอนนั้นก็คิดเหมือนกันว่า น้อง ๆ อาจจะไม่เห็นคุณค่าก็ได้ แล้วปีถัดมา ไอ้ตารางที่ว่ามันก็อาจจะหายไป แต่ปรากฏว่า ตารางดังกล่าวยังอยู่ครับ แล้วก็มีการต่อเติมมาเรื่อย ๆ กลายเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมาก ผลของมันมีเอฟเฟคหลายอย่างเลยครับ เช่น พอเราเห็นชัด ๆ เลยว่า โรงเรียนไหนเป็นเจ้าภาพงานบ่อย ๆ ก็จะพยายามกระตุ้นให้โรงเรียนที่ไม่เคยเป็นได้เป็นบ้าง แล้วมันก็มีข้อมูลอยู่ในมือเลยว่า ในรอบสิบปีที่ผ่านมา ใครเคยทำกิจกรรมไหนไว้ ในตารางดังกล่าว
ไม่มีเขียนบอกหรอกครับ ว่าใครเป็นฅนเริ่มต้นทำตารางนี้เป็นฅนแรก แต่เวลาเห็นน้อง ๆ
นั่งเปิดตารางนี้ดู แล้วเอาข้อมูลมาใช้ มันก็อดภูมิใจไม่ได้...
>> งานอีกงานที่ผมดีใจที่ได้ทำคือเป็นฅนริเริ่มงานสันทนาการครับ เป็นค่ายวันเดียว จุดประสงค์คือสอนการนำสันทนาการให้กับผู้เข้าร่วม ... สิ่งที่ผมประทับใจก็คือ โครงการนี้มีไอเดียมานานหลายปีแล้วว่าอยากจะทำ แต่ฅนที่ทำมันขึ้นมาจนสำเร็จได้กลับเป็นฅนที่ไม่ได้อยู่ในสายสันทนาการมาก่อน (บางฅนอาจจะบอกว่า อ้าว พี่ก้อนก็นำสันทนาการไม่ใช่เหรอครับ? แต่ผมอยากจะบอกว่า ผมเริ่มมานำสันทนการช่วงหลังนี้เองครับ แต่ก่อนหน้านี้ผมดูแลเรื่องพิธีการ เอกสาร) การได้เริ่มงานสันทนาการ
ทั้ง ๆ ที่(สมัยนั้น) ไม่ได้เป็นฅนที่เกี่ยวข้องกับการนำสัน(ของอินท์)
ก็เลยเป็นอะไรที่รู้สึกว่าเท่มาก ๆ (แต่สุดท้ายก็มีเอี่ยวจนได้น่ะนะ มาถ่ายทำ CD สอนสันกันไป) นอกจากนี้ พอเอาไอเดียเรื่องสอนสันทนาการไปคุยกับรุ่นพี่หลาย ๆ ฅน ทุกฅนก็จะนึกถึงแต่ว่า ให้รุ่นพี่ออกมานำสันทนาการให้น้อง ๆ ดู เพราะฉะนั้น ไอเดียผมที่จะให้น้อง ๆ ได้ออกมาลองนำสันทนาการเองมันก็เลยดูแปลกประหลาดพอสมควร (ในสมัยนั้นนะครับ) แต่สมัยนี้ รูปแบบที่ให้น้อง ๆ ออกมานำกิจกรรมเองกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาแล้ว
>> พูดถึงงานสันทนาการ ก็ต้องพูดต่อถึงกิจกรรม DIY ในงาน conference ครับ รูปแบบก็คล้าย ๆ กัน คือให้น้อง ๆ ผู้เข้าร่วม เป็นฅนจัดกิจกรรม walk rally ด้วยตนเอง แล้วให้สต๊าฟกันรุ่นพี่เป็นผู้เข้าร่วม...สิ่งที่ประทับใจมาก ๆ มีหลายอย่างครับ อย่างแรกก็คือ กิจกรรมของ Interact ค่อนข้างจะอนุรักษ์นิยมน่ะครับ งาน conference ซึ่งเป็นงานประชุมใหญ่ของอินเตอร์แรคท์จะมีรูปแบบตายตัวมาเป็นสิบ ๆ ปี (ที่แทบจะไม่เปลี่ยนแปลง คือ มีวาระประชุม มี walkrally มีสันทนาการ แล้วก็มีบายศรี) กิจกรรม DIY เป็นกิจกรรมใหญ่ กินเวลาทั้งวัน อยู่ดี ๆ เพิ่มเข้ามาได้แปลว่าต้องตัดกิจกรรมอื่น ๆ ทิ้งไปหลายกิจกรรม....กว่าจะโน้มน้าวให้คณะกรรมการภาคเห็นด้วยได้เนี่ย เล่นเอาเหนื่อยเลยครับ อย่างที่สองก็คือ ช่วงนั้นผมทำคิวบิกครับ แล้วผลจากการทำคิวบิกก็คือ เวลาออกแบบกิจกรรมอะไร จะติดกรอบของคิวบิกอยู่ (ปีที่เริ่มกิจกรรม DIY ผมออกแบบกิจกรรมให้คิวบิกไป 5 กิจกรรมใน3 ค่าย) แต่กิจกรรม DIY เป็นรูปแบบอะไรที่แหกกรอบของคิวบิกออกมามากเลยครับ แล้วก็เข้ากับวัฒนธรรม กับลักษณะของอินเตอร์แรคท์มาก ๆ ซึ่งก็ภูมิใจกับไอเดียอันนี้มากว่า คิดขึ้นมาโดยไม่ได้ไปลอกเลียนแบบอะไรของคิวบิกมาเลย อย่างสุดท้ายก็คือ กิจกรรมนี้ประสบความสำเร็จครับ ผมเคยเอากิจกรรมใหม่ ๆ มาลองในงาน con หลายหนแล้ว แล้วก็พบว่า ทำได้แค่ปีเดียว พอปีอื่น ๆ ที่เกษตรไม่ได้เป็นเจ้าภาพ กิจกรรมดังว่าก็มลายหายไป แต่กิจกรรม DIY นี้ ทั้งรุ่นพี่ ทั้งน้อง ๆ เห็นพ้องต้องกันว่ามันเวิร์ค แล้วตอนนี้ก็กลายเป็นกิจกรรมถาวรในงาน con แน่นอนครับ ไม่มีบันทึกอะไรไว้หรอกว่ากิจกรรมแต่ละกิจกรรมในงาน con ใครเป็นฅนริเริ่ม มีแต่เจ้าตัวที่รู้อยู่ฅนเดียว แล้วก็ภูมิใจเงียบ ๆ ฅนเดียว...
>>> หลังกิจกรรม DIY ผมคิดว่าผมใช้พลังงานไปจนหมดแม็กแล้วครับ แล้วก็คิดว่า คงไม่มีไอเดียอะไรใหม่ ๆ อีกอย่างน้อย ๆ 3 ปี (เพราะของแบบนี้ต้องใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์) ปรากฏว่า ปีถัดมาก็ได้กิจกรรมใหม่เลยครับ (ฮา) พอดีปีนั้น อินท์เกษตรเพิ่งสามารถจัดงานรับน้องในสโมสรได้เป็นปีแรก (ก่อนหน้านั้นเราไม่มีปัญญาจัด เพราะสมาชิกใหม่เรามีน้อยเกินไป) นั่งคุยกันไปนั่งคุยกันมา น้องก็ให้โจทย์มาว่า อยากจัดกิจกรรมอะไรที่ไม่ใช่ walk rally แล้ว เพราะเบื่อมาก ไปงานไหน ๆ ก็มีแต่ walk rally ... สุดท้ายก็ได้กิจกรรมใหม่ออกมา ซึ่งตอนนั้นใช้ชื่อว่า mini project ด้วยรูปแบบมันก็คือกิจกรรมฐานเนี่ยแหละครับ แต่ concept ต่างกันตรงที่ว่า แต่ละฐานจะเป็นงานของอินเตอร์แรคท์ที่น้องต้องทำจริง ๆ แต่ย่อส่วนลงมาให้ง่ายลง ซึ่งก็มีหลายแบบ เช่น ออกแบบโปสเตอร์ ทำความสะอาดลาน ทำกล่องรับบริจาค ฯลฯ ซึ่งแต่ละกลุ่มก็จะแบ่งกันไปทำภารกิจในแต่ละฐานให้ครบทุกฐานแบบอิสระ (คือไปทำฐานไหนก่อน ฐานไหนหลังก็ได้ แต่ละฐานจะใช้ฅนกี่ฅนก็ได้ แค่ทำให้เสร็จตามเวลาก็พอ) ปีนี้ พอดีเกษตรเป็นเจ้าภาพงานสู่ฯครับ (งานสู่ฯ/ งานเปิดโลกสู่อินเตอร์แรคท์เป็นงานกลางปีของอินท์ครับ) ผมก็เสนอกิจกรรมนี้กับคณะกรรมการภาคไปครับ แล้วก็โชคดีที่คณะกรรมการภาคฯปีนี้เห็นด้วย เท่ากับว่ารูปแบบของงานสู่ฯ ปีนี้ก็จะเปลี่ยนไปแบบพลิกโฉมเลยละครับ (แต่เนื่องจากตอนที่ผมพิมพ์เอนทรีนี้อยู่ ก็ไม่รู้ว่าตัวกิจกรรมจะประสบความสำเร็จแค่ไหน...ถ้ามันออกมาไม่เวิร์ค ปีหน้าก็คงกลับไปเป็น walk rally เหมือนเดิมครับ)
>>> สุดท้าย ที่ถือว่าเป็นสุดยอดของสุดยอดของความภูมิใจ ก็คือการที่ได้มีโอกาสประสานงาน แล้วก็ตั้งอินเตอร์แรคท์ที่พหุภาษาครับ โดยปกติแล้ว มีโอกาสน้อยมาก ที่ฅนที่เป็นอินท์จะได้ก่อตั้ง หรือฟื้นฟูสโมสรไหน ๆ ก่อนหน้านี้ รุ่นพี่ฅนไหนที่ฟื้นฟูอินเตอร์แรคท์กลับขึ้นมาได้ เป็นรุ่นพี่ในระดับตำนานทั้งนั้นเลยครับ (สักสิบปีจะมีสักฅน) เพราะงั้น การที่ผมได้มีโอกาสดังกล่าว ก็เป็นเรื่องที่พิเศษยิ่งกว่าพิเศษครับ ... ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า อินท์ที่พหุภาษาจะมีต่อเนื่องไปได้นานแค่ไหน (อย่างปีนี้ กว่าจะได้อุปนายกก็ลุ้นกันเหงื่อตกเหมือนกัน) แม้จะก่อตั้งขึ้นมาได้ แต่ปีถัด ๆ ไปก็อาจจะล่มสลายไปก็ได้ฮะ .... ถึงอย่างไรก็ตาม ผมก็ดีใจนะ ที่ได้มีส่วนร่วมในการก่อตั้งครั้งนี้
ทั้งหมดนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมประทับใจในการทำอินท์ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาครับ อาจจะยาวสักหน่อย (แต่สิบปีก็ไม่ใช่เวลาที่สั้นนะ ผมว่า)
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผมเองก็อยู่มาก็หลายสิบชมรมอยู่ แต่ที่ผมผูกพันมากที่สุดมีสามอย่างครับ โขน อินเตอร์แรคท์ แล้วก็คิวบิก... โขนเคยพูดถึงไปแล้วในเอนทรีก่อน อินเตอร์แรคท์ก็พูดถึงแล้วในเอนทรีนี้ สักวันอาจจะพูดถึงคิวบิกก็ได้ครับ June 02 การ์ดเชิญเรียนเชิญทุกท่าน มา งานแต่งงาน ของข้าพเจ้า ใน วันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2563 สำหรับสถานที่ กับ ชื่อเจ้าสาว จะแจ้งล่วงหน้าให้ทราบก่อนถึงวันงานอีกที........ ทั้งนี้ มีรายชื่อทีมงานดังต่อไปนี้ (ส่วนที่เหลือจะแจ้งให้ทราบในโอกาสต่อไป) พิธีกรชาย: พอ พิธีกรหญิง: ข้าวตู ประธานในพิธี: ณัช ภู่วรวรรณ ผู้ใหญ่ให้ศีลให้พรฝ่ายชาย: พี่หมีใหญ่ ผู้ใหญ่ให้ศีลให้พรฝ่ายหญิง: พี่แจง ฝ่าย PR: แอ้ ฝ่ายรายชื่อแขก: โด่ง ฝ่ายทำเค้ก: จินนี่ ฝ่ายถ่ายรูป: แพรว, โอ ฝ่ายลงทะเบียน: หลิน กอล์ฟ เมย์ ฝ่ายดนตรี: อิ๊ก ฝ่ายประเมินผล: ป่านเล็ก ปล1 ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว... รับสมัครเจ้าสาวในเอนทรีนี้เลยด้วยแล้วกัน (ใครสนใจสมัคร ทิ้งเบอร์โทรไว้ในช่องคอมเมนท์) ปล.2 ที่เลือกวันดังกล่าว เพราะเป็นวันฤกษ์งามยามดีโดยที่ 1. เป็นวันอาทิตย์ 2. เป็นวันที่พอเขียนเป็นปีค.ศ.แล้วจะได้ว่า 02.02.2020 ซึ่งเป็น palindrome ที่งามโคตร ๆ ปล.3 ถ้าแต่งวันนั้น ผมจะอายุ 36 ปีพอดี... แปลว่าถึงมีแฟนเด็กกว่า 10 ปีก็ยังโอเค (ฮา) ปล.4 ยังมีเวลาเตรียมตัวอีกพอสมควรสินะ... May 23 เสรีภาพ vs ระเบียบวินัยมีเรื่องสองเรื่องอยากเล่าให้ฟังครับ เรื่องแรก ผมเคยอ่านบทความของ ‘คำ ผกา’ ครับ เป็นคอลัมนิสต์ในมติชนสุดสัปดาห์ (คุ้น ๆ เหมือนเคยพูดถึงนักเขียนท่านนี้ไปแล้ว) คอลัมน์ของคุณคำ ผกา จะออกแนวจิกกัดครับ ทั้งจิกกัดนโยบายของรัฐบาล แล้วก็วัฒนธรรมของชนชั้นกลาง (อ่านแล้วก็หงุดหงิด แต่ก็อ่านต่อไป) คราวนั้นที่อ่านเป็นเรื่องของสุราครับ แน่นอนว่าคุณคำผกาไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลจะจำกัดการผลิต หรือจำหน่ายสุรา แล้วก็ยกตัวอย่างว่า ญี่ปุ่นเองผลิตสุราชั้นดีของโลกออกมามากมาย ทำไมเราถึงไม่สนับสนุนภูมิปัญญาท้องถิ่นในเรื่องนี้บ้าง (คุณคำผกาเธอจบจากญี่ปุ่นครับ แล้วก็โปรญี่ปุ่นสุด ๆ อะไร ๆ ของญี่ปุ่นก็ดีไปหมด ในขณะที่อะไร ๆ ของไทยก็ไม่ดีสักอย่าง... อา นี่แอบจิกกัดเล็กน้อยนะฮะ) สัปดาห์ต่อมา ก็มีผู้อ่านเขียนจดหมายมาถึงกองบรรณาธิการครับ แล้วจดหมายก็ได้ลงในส่วนของบรรณาธิการตอบจดหมาย ซึ่งในนั้นเขียนคำถามสั้น ๆ มาถึงคุณคำ ผกาว่า (ผมจำรายละเอียดไม่ได้ครับ แต่ก็เลา ๆนี้) จะสนับสนุนให้ประชาชนผลิตเหล้าก็ดีอยู่หรอก แต่อยากจะถามถึงคุณคำ ผกาสักสามสี่ข้อว่า 1. ประเทศญี่ปุ่นปล่อยให้เยาวชนซื้อเหล้าได้ง่ายดายแบบไม่มีการควบคุมอย่างจริงจังหรือเปล่า? 2. ฅนญี่ปุ่นกินเหล้ากันทุกที่ ไม่เว้นแม้แต่ในวัดวาอารามรึเปล่า? 3. ฅนญี่ปุ่นหิ้วเหล้าไปดวดตอนดูคอนเสิร์ต จากนั้นก็ยกพวกตีกันในคอนเสิร์ตรึเปล่า? 4. ฅนญี่ปุ่นกินเหล้า แล้วขับรถ หรือว่ากินเหล้าเมาอาละวาดหรือไม่ ฯลฯ
*** ลองมาฟังเรื่องที่สองกันดูนะครับ เรื่องที่สองก็คือ เคยไปนั่งคุยกับเฟิร์น (KUSAC) ตอนที่ไปดูร้องประสานเสียงของสมาคมไทย-ฝรั่งเศส เฟิร์นเล่าให้ฟังว่า ตอนที่ไปแลกเปลี่ยน (หรือซัมเมอร์หว่า? ช่างเถอะ) ที่ฝรั่งเศสแล้วตื่นเต้นมาก ‘โหย ที่นู่น หนุ่มสาวฝรั่งเศสยืนจูบกันตรงระเบียงโจ่งแจ้ง ไม่มีใครเกรงใจใครเลยนะคะ เฟิร์นเห็นแล้วอิจฉา’ แต่ก็สำทับซ้ำว่า ‘แต่เวลาเรียน ทุกฅนตั้งใจเรียนมากเลยนะคะ ไม่มีใครคุยกันเลย นั่งจดยิก ๆ’
ผมฟังแล้วก็ลองนึกภาพเปรียบเทียบกับห้องเรียนเมืองไทย (ย้ำว่าเฟิร์นอยู่ม.ปลายนะครับ) ถึงในเมืองไทย จะไม่มีคู่รักจูบกันตรงระเบียงหน้าห้องก็ตาม แต่ในทางกลับกัน ในห้องเรียนเราก็คุยกันให้แซ่ด นั่งหลับบ้าน แอบอ่านการ์ตูนบ้าง เขียนใต้โต๊ะบ้าง เล่นปากระดาษบ้าง (ไม่แน่ใจว่าสมัยนี้ไปถึงขึ้นนั่งฟังเพลงในห้องรึเปล่า) *** จากสองเรื่องที่เล่ามา ผมได้ข้อคิดอย่างหนึ่งครับ ฅนไทยเราเป็นชนชาติที่ระเบียบวินัยหย่อนยาน บางฅนบอกว่า สิทธิเสรีภาพ ย่อมมาพร้อมกับคำว่าหน้าที่ โดยส่วนตัวของผมแล้ว อยากจะเพิ่มคำว่า ระเบียบวินัย ลงไปด้วย ระเบียบวินัยไม่ได้หมายถึงการทำตามกฎอย่างเดียว แต่หมายถึงการทำในสิ่งควรทำ ถูกต้อง เหมาะสมตามกาลและสถานที่ ปัจจุบัน ฅนเรียกร้องสิทธิเสรีภาพเชิงปัจเจกชนเพิ่มขึ้นมากเลยครับ แต่ในมุมมองของผม การที่จะให้ฅนไทยมีเสรีภาพมาก ๆ เป็นเรื่องตลก เพราะเรามักจะใช้เสรีภาพกันอย่างไม่มีระเบียบวินัย เวลารัฐออกกฎอะไรมาจำกัดสิทธิ ฅนก็ชอบโวยวายว่า รัฐทำตัวเป็นคุณพ่อรู้ดี กำหนดว่าเราควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร ทั้ง ๆ ที่เรื่องแบบนี้เราควรจะมีสิทธิตัดสินใจได้เอง ควรมีเสรีภาพ ซึ่งบางครั้ง ผมก็อยากบอกว่า เคยถามตัวเองกลับบ้างไหม? ว่าลูก ‘ทำตัวอย่างไร’ ถึงทำให้‘คุณพ่อ’ ออกกฎมาแบบนั้น ถ้าลูกเป็นเด็กนักเรียนที่วางตัวดี ผลการเรียนออกมาใช้ได้ ไปเที่ยวก็บอกก่อน กลับบ้านตรงเวลา ก็น่าที่จะได้มีอิสรภาพและเสรีภาพตามสมควร แต่ถ้าลูกเป็นฅนที่พอไปถึงโรงเรียนปุ๊บ ก็หนีเรียน มีเรื่องวิวาท ติดการพนัน แอบโดดเรียนไปเล่นเกม ฯลฯ ที่บ้านจะควบคุมความประพฤติอย่างเข้มงวด ไปรับส่งถึงหน้าโรงเรียน ไม่ให้เถลไถลไปไหน เช็คกับคุณครูทุกวันว่าเข้าเรียนรึเปล่า ฯลฯ ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้
บางฅนบอกว่า ชีวิตเป็นของตัวเอง จะเลือกไปในทางดีหรือทางชั่ว ก็เป็นสิทธิของเขา ผมก็อยากจะบอกว่า จะดีด้วยตัวเอง หรือจะเลวด้วยตัวเอง ไม่มีใครเขาสนใจหรอกครับ แต่ถ้าการดี หรือเลวของเรา มันกระทบกับสังคมโดยรวม เมื่อนั้นแหละ รัฐถึงต้องมาแก้ไข (เช่นสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ ก็เป็นพิษกับฅนที่ไม่ได้สูบ เมาแล้วขับ ฅนใช้รถฅนอื่นก็ซวยไป ฯลฯ) นี่ยังไม่พูดถึงแนวความคิดแบบสุดโต่งนะ ว่าถึงที่สุดแล้ว แม้แต่ตัวเองจะทำร้ายตัวเอง ก็เป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้ เพราะการที่เราทำร้ายตัวเอง รัฐก็ต้องเปลืองทรัพยากร (ที่ควรจะเอาไปให้ฅนอื่น) มาดูแลรักษาเราอยู่ดี (แต่มันสุดโต่งไป ขอละไว้แล้วกัน) ผลเกี่ยวเนื่องต่อมาก็คือว่า การออกเป็นกฎหมายมีลักษณะเฉพาะก็คือ ใช้กับฅน-ทุกฅน- โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชังครับ เพราะงั้นกฎระเบียบที่ออกมาเพื่อควบคุมฅนที่วินัยหย่อนยาน มันก็เลยต้องบังคับใช้กับฅนอื่น ๆ ไปด้วย ทำให้รู้สึกอึดอัด ไม่เหมือนกับคุณพ่อที่อาจจะวางระเบียบให้ลูกฅนนึง แตกต่างกับฅนนึงได้ตามความประพฤติ แต่ก็เพราะสังคมเป็นแบบนี้ สำหรับผมแล้ว กฎระเบียบอะไรที่ออกมาเพราะว่ามีฅนชอบฝ่าฝืนไปกระทบสิทธิฅนอื่น แม้จะจำกัดเสรีภาพของเรา ก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ในทางกลับกัน ก็ถ้าสังคมมันไม่หย่อนยาน ฅนทุกฅนปฏิบัติตัวเป็นอย่างดี รัฐก็ไม่จำเป็นต้องออกกฎอะไรเพิ่มเติม (เปรียบเทียบก็ได้ครับ ว่าอย่างเช่นช่วงเวลาปกติ จะขึ้นเครื่องบินก็ตรวจแค่กระเป๋ากับค้นตัวนิดหน่อย แต่พอมีการจี้เครื่องบิน ขนาดรองเท้าส้นหนายังห้ามใส่เลย มันจำกัดสิทธิเสรีภาพน่าดู แต่ก็จำเป็น)
โดยสรุปก็คือว่า ฅนไทยวินัยหย่อนยานครับ เพราะฉะนั้น รัฐจำเป็นจะต้องออกกฎอะไรมาควบคุมความประพฤติ ก็เป็นที่เข้าใจได้ ถ้าจะเถียงว่า ทีประเทศอื่นเค้ายังไม่ทำกันเลย ก็ต้องย้อนถามกลับไปว่า พฤติกรรมมันเหมือนกันรึเปล่าล่ะ เราวางตัวดีเหมือนที่ชนชาติอื่นเค้าวางกันหรือไม่ (เหมือนลูกฅนที่เป็นเด็กดีอยู่ในโอวาท กับลูกที่เกเรนั่นแหละครับ) ทำตัวไม่ดีเอง ก็เลยต้องมีกฎมาบังคับให้ยุ่งยาก แล้วจะไปโทษใคร?
ปล. เอนทรีนี้คิดว่าป่านไม่เห็นด้วยแน่นอนครับ (ชัวร์) แต่ก็อยากรออ่านเหมือนกันว่า ป่านจะให้เหตุผลแย้งอย่างไร (หึหึ) |
|
||||
|
|