| ก้อน Masatha's profileMasatha_ahtasaM ... จะรั...PhotosBlogLists | Help |
|
August 17 คาร์-ทูน-ทาย
เอนทรีนี้ไม่ได้ตั้งใจจะมาเล่าประวัติศาสตร์ของการ์ตูนไทยอย่างครอบคลุมนะครับ แล้วก็คงจะไม่ได้มานั่งวิเคราะห์ว่าการ์ตูนไทยมีอนาคตอย่างไร ลายเส้นแบบไทย ๆ ควรจะเป็นแบบไหน ปัญหาของการ์ตูนไทยอยู่ที่ภาพหรือว่าเนื้อเรื่อง ฯลฯ มันประเทืองปัญญาเกินไปครับ ไปหาอ่านจากที่อื่นจะดีกว่า (ฮา) เพียงแค่ว่าคงจะพูดถึงเท่าที่มีประสบการณ์ส่วนตัวเท่านั้นเอง ถ้าใครมีข้อมูลด้านอื่น ๆ มาเสริมเพิ่มเติมตรงไหนก็อย่าลังเลใจที่จะคอมเมนท์ (โฮะ โฮะ)
พูดถึงการ์ตูนไทย ย้อนไปในอดีตสักหน่อย (สมัยผมเด็ก ๆ) ก็จะนึกออกแค่สองสามประเภทนะครับ นึกออกอย่างแรกก็คือการ์ตูนขายหัวเราะ มหาสนุก ซึ่งเป็นการ์ตูนแก๊ก สามช่องจบบ้าง เป็นสั้น ๆ บ้าง ไม่ว่าจะเป็น ปังปอนด์หรือไอ้แมลงสาบแมนของพี่ต่ายขายหัวเราะ หรือ หนูหิ่นอินเตอร์ อะไรเทือก ๆ นี้ ซึ่งเป็นลายเซ้นที่ไม่ซับซ้อนมาก ตีกรอบเป็นช่องไม่ใหญ่นัก และขายมุขตลก ๆ เป็นหลัก นึกออกอย่างที่สองก็คือการ์ตูนเล่มละสิบบาท เป็นเรื่องผี ๆ หรือเรื่องราวพื้นบ้านหน่อย ๆ ซึ่งส่วนตัวไม่ค่อยสันทัดนัก (มักจะได้อ่านตอนไปรอตัดผม ซึ่งแต่ละเล่มก็ท่าทางผ่านมือฅนมาเยอะอยู่) ถ้าใครนึกไม่ออก ก็ประมาณการ์ตูนผี ๆ ของเรื่อง บุปผาราตรี อะไรทำนองนั้นแหละครับ นึกออกอย่างที่สามก็คือการ์ตูนล้อการเมือง เช่น คุณชัยราชวัตร ในไทยรัฐ หรืออะไรทำนองนี้ครับ ซึ่งก็เป็นการเมื๊อง การเมือง สมัยก่อนอ่านแล้วจะไม่เก็ตเลย ว่ามันตลกตรงไหน หรือมันจิกกัดตรงไหน (แต่ตอนหลังพบว่า จะตามข่าวการเมืองว่าช่วงนั้น ๆ เรื่องไหนกำลังฮิต ตามเอาจากการ์ตูนล้อแบบนี้ได้ง่ายกว่ามานั่งอ่านพาดหัวข่าวบานตะไท *** ต่อมายุคที่สอง การ์ตูนไทยในความรู้สึกของผมก็คือช่วงที่ผมเริ่มอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นรายสัปดาห์น่ะครับ ตอนนั้นผมเคยอ่านบทวิเคราะห์ของบก.การ์ตูนไทย ประมาณว่าการ์ตูนไทย (ที่มีสไตล์ลายเซ็นมังงะแบบการ์ตูนญี่ปุ่น) มีที่ทางอยู่สามประการ ประการแรก คือแทรกตามการ์ตูนรายสัปดาห์ อันนี้ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องยอดขายเพราะว่าอิงการ์ตูนญี่ปุ่นอยู่แล้ว (เช่น ทีมการ์ตูนไทยใน บูม หรือว่า ซีคิดส์) แต่ปัญหาก็คือว่าจำนวนหน้ามีจำกัด เล่มหนึ่ง ๆ ลงได้แค่เรื่องเดียว ทำให้ขยายวงกว้างได้ยาก ประการที่สอง คือ ทำออกมาเป็นนิตยสาร แม็กกาซีน กล่าวคือนอกเหนือจากการ์ตูนไทยแล้ว ยังมีคอลัมน์อื่น ๆ เช่น แฟชั่น (เอานางแบบน่ารักน่าหยิกมาขึ้นปกเรียกลูกค้าหนุ่ม ๆ วัยกระเตาะ) มีหน้าสี มีคอลัมน์อื่น ๆ ที่วัยรุ่นน่าจะสนใจ เช่น เกม หนัง เพลง รายได้ก็จะอิงจากสองส่วนคือทั้งยอดขาย และจากหน้าโฆษณา – ปัญหาก็เหมือนข้อแรกก็คือ การ์ตูนไทยก็ยังเป็นลูกเมียน้อยอยู่ดี ไม่ได้ยืนได้ด้วยขาตนเองเป็นหลัก... ลักษณะแบบนี้ที่ผมนึกออก ก็มีนิตยสาร Manga Katch (ที่ส่งบอลลูนแจ้งเกิดมาแล้ว) แล้วก็ส่งคุณวิสุทธิ์ พรนิมิตร (hesheit) พร้อมลายเส้นยุ่งเหยิง ๆ เป็นเอกลักษณ์ ดังเปรี้ยงขึ้นมาระดับปรากฏการณ์มาแล้ว ที่นึกออกอีกอย่างก็คือ Cereal ที่เปิดตัวได้ไม่กี่ฉบับก็ร้างลาไป ประการสุดท้าย ก็คือการ์ตูนไทยที่เป็นการ์ตูนแท้ ๆ กล่าวคือมีแต่การ์ตูน ๆ ๆ อาจจะมีคอลัมน์แทรกนิด ๆ หน่อย ๆ เช่น ตอบจม. หรือว่าสัมภาษณ์ แต่พระเอกชูโรงจริง ๆ ก็คือการ์ตูนไทยนี่แหละ ซึ่งตามปกติก็มักจะออกรายสัปดาห์ได้ยาก เพราะว่านักเขียนไทยทำงานฅนเดียวเป็นหลัก (สมัยนั้นนะครับ) จะให้ปั่นการ์ตูนทุกอาทิตย์ก็เป็นไปไม่ได้ เลยมักจะเป็นรายปักษ์ หรือรายเดือนมากกว่า ... ส่วนปัญหาก็คือ โอกาสล่มจมสูง เพราะต้องพึ่งยอดขายอย่างเดียว เด็กไทยยังไม่ซื้อการ์ตูนไทยตามอ่านอย่างเป็นล่ำเป็นสันเหมือนการ์ตูนญี่ปุ่น (ยังไม่ติดตลาดว่างั้น) แล้วตัวคุณภาพของการ์ตูนไทยเองก็ยังห่างชั้นจากการ์ตูนญี่ปุ่นมากเสียจนแฟน ๆ ยังไม่ยินดีจะอุดหนุน... ลักษณะนี้ที่ผมนึกออกก็มี CX (ปิดตัวไปเรียบร้อย) แล้วก็ Thai Comics (ที่ผมไม่ค่อยรู้จักเท่าไหร่ เพราะแนวเรื่องของเขาไม่ต้องจริต) เท่าที่รู้จักก็มีนักเขียนคือคุณตาโปนที่ลายเส้นสวยละเอียด และออกไทย ๆ (เจ้าของผลงานเรื่องป่าผี ถ้าจำไม่ผิด) *** หลังจากนั้น การ์ตูนไทยก็แตกหน่อออกผลไปเรื่อย ๆ และเริ่มหาที่ทางของตัวเองเจอ นอกเหนือไปจากเป็นการ์ตูนอ่านเอาสนุกอย่างเดียว (เหมือนการ์ตูนญี่ปุ่น) แบบแรกก็คือการ์ตูนที่เข้ามารับใช้เกมส์ออนไลน์ต่าง ๆ (นิตยสารเกมออนไลน์จะมีการ์ตูนแทรก ๆ เป็นการ์ตูนเรื่องยาวบ้าง การ์ตูนช่องบ้าง) ที่ผมเคยอ่านก็คือนิตยสาร Ragnarok online นี่แหละ (ส่วนอันอื่นไม่ค่อยสันทัด) ที่ได้อ่านก็ไม่ได้ซื้อเอง พอดีรูมเมทซื้อมาอ่าน (แย่งเพื่อนอ่านว่างั้น)
แบบที่สองก็คือการ์ตูนที่อิงนิทานภาพดั้งเดิม กล่าวคือ เอาวรรณกรรมไทย ๆ มาจึดทำในรูปแบบของนิทานประกอบภาพ (ไม่ใช่การ์ตูนมังงะจริง ๆ) จะเป็นเนื้อเรื่อง(บรรยาย)หน้านึง แล้วมีภาพประกอบ ถ้าผมจำไม่ผิดเรื่องแรกที่ดังเป็นพลุแตกก็คือรามเกียรติ์ (เอ๊ะ หรือพระอภัยมณี หว่า?) หลังจากนั้นการ์ตูนแนว ๆ นี้ตามติดออกมาเป็นพรวน ไล่ไปตั้งแต่วรรณคดีไทยดัง ๆ เรื่องอื่น ๆ , เรื่องสามก๊ก (ที่เป็นฅนไทยวาด), ประวัติศาสตร์ชาติไทย เช่น พระมหากษัตริย์ หรือฅนสำคัญ ๆ ไปจนถึง ทศชาติ หรือ พุทธประวัติ ฯลฯ หลังจากนั้นก็พัฒนาการมาเป็นการ์ตูนสำหรับการศึกษา รวมไปถึงการ์ตูนจรรโลงสังคม ซึ่งพวกนี้ผมไม่ค่อยได้ตามอ่านเท่าไหร่ (แหะ ๆ) แต่จะสังเกตง่ายตามชั้นในร้านหนังสือ ซึ่งถ้าพลิกดูหน้าปก ก็จะได้รับการสนับสนุนทุนจากมูลนิธี องค์กรอิสระส่งเสริมการเรียนรู้ รวมไปถึงภาครัฐต่าง ๆ (ซึ่งก็เป็นที่น่ายินดี ที่นักเขียนการ์ตูนไทยก็มีที่ทางพอสมควรในธุรกิจแนว ๆ นี้) แต่ตลาดบูมมากน้อยแค่ไหนผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน อ้อ ถ้าพูดถึงนิทานประกอบภาพ ก็ต้องพูดถึงสักหน่อยสำหรับเรื่อง ถั่วงอกกับหัวไม้ขีดไฟ (Firehead and Beansprout) (ถ้าชื่อสลับกันก็ขออภัย) ซึ่งเป็นภาพกึ่งนิทาน แต่เนื้อหาดาร์คมาก ๆ สไตล์เดียวกับทิม เบอร์ตัน ... ตอนแรกที่น้องผมซื้อมา ผมไม่คิดแม้แต่จะเปิดอ่าน แต่พอมีเวลาว่าง นั่งอ่านดู ปรากฏว่า...ติดแฮะ “^^ สุดท้ายก็คงเป็นการ์ตูนที่เข้ามารับใช้ภาพยนตร์ หรือการ์ตูนที่อิงตามภาพยนต์ เรื่องแรกที่ผมจำไม่ผิดน่าจะเป็นเรื่องแฟนฉัน... (ถ้าจำผิดก็ช่วยทักท้วงด้วย) จากทีมงานการ์ตูนไทยของค่ายซีคิดส์) ซึ่งพอออกมาเวิร์คก็มีการ์ตูนตามมาเป็นพรวน ทั้งแต่เรื่อง แจ๋ว, Seasons Change, ปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น, สายลับจับบ้านเล็ก ฯลฯ นอกจากหนังค่ายจีทีเอชแล้วต่อมาก็ลามไปค่ายอื่น ๆ เช่น สหมงคงฟิล์ม (การ์ตูนจากหนังแอ็คชั่นต่าง ๆ พวก มนุษย์เหล็กไหล ฅนไฟบิน องค์บาก ฯลฯ ซึ่งผมไม่เคยอ่าน) จากค่ายไฟว์สตาว์ เช่น บุญชู, อนึ่งคิดถึงฯ เรื่องล่าสุดที่ผมรู้ก็คือ Roommate (ซึ่งผมไม่ซื้ออ่าน เพราะหมั่นไส้ขี้หน้าเจ้าบอลมัน -55+ ซึ่งไม่เกี่ยวกันเลย) *** ปัจจุบัน สถานการณ์การ์ตูนไทยผมคิดว่าดีขึ้นนะครับ แม้อาจจะไม่มีการ์ตูนไทยรายสัปดาห์ที่ฮิตเปรี้ยง ๆ เท่าไหร่ แต่ที่ดึงเงินเอาจากกระเป๋าผมได้ก็มีสัดส่วนที่มากขึ้นอย่างเห็นชัด ที่แทรกอยู่ในนิตยสารรายสัปดาห์เช่น บูม ซีคิดส์ อันได้แต่ ทีมงานเรื่อง มีดที 13, อภัยมณี saga หรือว่าเรื่อง EXEมหาสงครามเกมออนไลน์ถล่มจักรวาล (หรืออะไรที่ชื่อแนว ๆ นี้) ซึ่งผมว่าทุกฅนน่าจะรู้จักหรือเคยเห็นผ่านตา ทั้ง 3 เรื่องนื้ออกเป็นรวมเล่มสำเร็จครับ และทยอยออกมาเรื่อย ๆ (ณ ปัจจุบันยังไม่มีเรื่องไหนอวสาน) ซึ่งถ้าออกรวมเล่มได้ และดำเนินเรื่องมาได้ยืดยาวขนาดนี้โดยไม่โดนตัดจบ น่าจะการันตีความนิยมของตัวการ์ตูนได้ในระดับหนึ่ง
การ์ตูนผู้หญิงเองก็มีครับ ที่ผมเสียเงินซื้อมาอ่านก็คือทีมงาน ติ่ม-ซำ สตูดิโอ โดยเรื่องแรกที่ผมอุดหนุนก็คือเรื่องดั่งดวงหฤทัย(หน้าปกสีชมพูแ ปร๊ดแสบตามาก) ซึ่งมาจากบทประพันธ์ดั้งเดิมของลักษณวดี (ทมยันตี) ซึ่งผมอ่านแล้วก็คุณภาพคับแก้วทีเดียว (เพราะตัวเนื้อเรื่องมันก็สนุกอยู่แล้วล่ะ) แล้วก็มีผลงานออกมาอีกเล่ม (ซึ่งผมตามอ่านไม่ทัน) ปัจจุบันก็เป็นเรื่องอื่น เกี่ยวกับเขมรขอม ๆ (ไม่ใช่ปราสาทพระวิหารนะฮะ)รู้สึกจะชื่อ ลิขิตนครา หรืออะไรเทือก ๆ นี้ แต่ออกจะหายากสักหน่อย (ต้องไปซื้อที่ร้านหนังสือสยาม ร้านเล็ก ๆ ตรงอนุสาวรีย์ไม่มีขาย) นอกจากนี้ที่เป็นนิตยสารการ์ตูนรายเดือนที่ทผมรู้จักก็มี the mud (ที่น้องผมซื้อมาอ่านเล่มเดียว แล้วก็ตัดสินใจหยุดซื้อเพราะไม่ใช่แนว) แล้วก็ Let’s ซึ่งจะเน้นหนักไปทางด้าน graphic design ด้วย ในนักเขียนกลุ่มนี้ ผมเข้าใจว่าไม่ได้เป็นมังงะแท ๆ แบบการ์ตูนญี่ปุ่น แต่จะออกเป็นลักษณะนิตยสารการ์ตูน หรือหลังสือมากกว่า แม้กระทั่งรวมเล่ม ก็จะใช้กระดาษหนาเหมือนหนังสือ และวางขายตามร้านหนังสือมากกว่าที่จะเป็นร้านการ์ตูน (แน่นอนว่าราคาก็สูงกว่าเป็นเงาตามตัว) นอกจากจะมีรวมเล่ม และเขียนเรื่องยาวแล้ว ก็มีรวมหนังสือการ์ตูนที่เขียนเป็นเรื่องสั้น ๆ อีกด้วย เท่าที่ผมรู้จักและฅนอื่นน่าจะได้ยินบ้างก็เช่น คุณ SS (เรื่อง Joe: The Sea-cret Agent), Pug (หนูสมองกับนายหัวใจ), The Duang (Shockolate) นอกจากนี้ยังมีนักเขียนที่อาจจะยังไม่ดังมากนักแต่ผมชอบโคตร ๆ ก็คือคุณน้ำมนตร์ (Love in 20 pages – เคยซื้อเรื่องนี้ไปให้สาวที่ชอบด้วย แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้เจ้าตัวได้อ่านรึยัง) แล้วก็ นายสะอาด ที่ยังไม่มีผลงานเรื่องยาวของตัวเอง แต่ลายเส้นดิบได้ใจ (ใช้ปากกาด้ามเดียว และการสานเส้น ไม่มีสกรีนโทนหรือลงหมึกใด ๆ)
โดยรวมแล้วก็อยากจะบอกว่า ผมเป็นฅนหนึ่งที่สนับสนุนการ์ตูนไทยอย่างเต็มที่ครับ แล้วก็ผลงานที่น่าสนใจปานกลางก็จะตัดสินใจซื้อโดยไม่เสียดายตังค์ (ไม่เหมือนการ์ตูนญี่ปุ่นที่ตอนนี้เรื่องมาก- เล่มไหนไม่สนุกจริง อย่าหวังจะได้เงินชั้นไป) ก็ขอเอาใจช่วยนักเขียนไทยทุกฅน... จากใจนักอ่านไทยฅนหนึ่งครับ Comments (18)
TrackbacksThe trackback URL for this entry is: http://masathakus26.spaces.live.com/blog/cns!C45882D41EB2C38D!3015.trak Weblogs that reference this entry
|
|
|